Pavillions and Their Statements , เราต่างดุ่มเดินอยู่ในความมืดและเงียบงัน

พฤษภาคม 20, 2010

ยุคนี้เป็นยุคมืด เนื่องจากเงื่อนไขด้านเวลาผิดกัน ก็เลยเป็นยุคมืดที่ต่างจากยุคกลางของยุโรปตามประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมตะวันตกที่เรียนกันมามากโข

คืนวันที่18 พค.2553 ในตอนที่พิมพ์ข้อความนี้อยู่
นอกจากสถานการณ์ที่มีเสียงปีนเป็นซาวนด์แทร็คและควันดำที่พุ่งเหนือท้องฟ้ากรุงเทพฯ เป็นแบ็คกราวด์ที่ยังไม่มีทางออกแล้ว ชีวิตในหลายๆ ส่วนของคนไทยก็ล้วนแต่เจอคำถามที่ยังไม่มีคำตอบกันโดยถ้วนหน้า

มีหัวข้อหนึ่งที่รับปากอาจารย์ K ว่าจะลองมาชวนคุยใน STSP แล้วยังไม่ได้เขียนซักที
เพิ่งได้โอกาสเหมาะ ตอนใกล้เปิดเทอมนี่แหละค่ะ

หลายๆ คนที่ติดตาม archdaily.com คงได้เห็นภาพ Pavillions ของประเทศต่างๆ ในงาน Expo 2010 ”Better City ,better life” ที่เซี่ยงไฮ้กันบ้างแล้ว เพราะทาง archdaily.com ให้ความสำคัญกับงานนี้ถึงขนาดทำ link ให้โดยเฉพาะ

และในวันที่เขียนนี้ ใน Archdaily ก็เริ่มมีภาพจริงของพาวิลเลี่ยนบางหลังที่เสร็จแล้วมาให้ดูกัน

ช่วงแรกได้พยายาม search ด้วยความตื่นเต้นว่า ของประเทศเราหน้าตาเป็นไงนะ
แต่ว่าไม่เจอใน archdaily ไปเจอที่ข้างนอก

เราพักเรื่องพาวิลเลี่ยนของประเทศไทยไว้ก่อน
มาตื่นเต้นกับพาวิลเลียนประเทศอื่นๆ ใน archdaily กันก่อนดีกว่า เพราะด้วยลักษณะของ Building Type ที่เป็นอาคารลักษณะ multi-purpose และ exhibited space ถือเป็นโอกาสที่เปิดโอกาสให้ผู้ออกแบบ”ใส่”ดีไซน์ได้อย่างเต็มที่

หลังที่(เหมือนจะดังที่สุด )น่าจะเป็น

เดนมาร์ก พาวิลเลียน ที่ BIG ออกแบบ เสนอความ”ล้ำ”ถึงขนาดยกเงือกน้อยเมอร์เมดที่เป็นสัญญลักษณ์ของประเทศเขามาให้ชมกัน
โดย Bjarke Ingels เป็นคนบอกเอง ว่ายังไงก็คุ้มค่ามากกว่าที่จะพาคนจีน 1,300 ล้านคนไปดูเงือกน้อยที่โคเปนฮาเกน นอกจากนั้นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของพาวิลเลี่ยนเองก็มีถ้อยแถลง(statement)ที่ชั ดเจนถึง “sustainable city” โดยมีข้อความที่ขีดเส้นใต้ชัดเจน ว่าการใช้ชีวิตแบบยั่งยืน(sustainable life)นั้นสามารถสนุกและรื่นรมย์ได้
อีก pavilion ที่สร้างเสร็จแล้วและดูน่าตื่นเต้น คือ “Seed Cathedral”หรือ”วิหารแห่งเมล็ดพันธุ์” ของอังกฤษ ที่ออกแบบโดย Heatherwick Studio


ทางเจ้าของทุนคือ Foreign & Commonwealth Office (FCO) ของอังกฤษตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจน 3 ข้อ ได้แก่ 1)สถาปัตยกรรมต้องแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงสิ่งที่จัดแสดงอยู่ 2) ต้องมีพื้นที่สาธารณะโดยรอบเพื่อให้ประชาชนที่มาชม Pavillion มีทางเลือกว่าจะเข้าไปดูข้างใน หรือนั่งพักผ่อนอยู่โดยรอบ 3)ตัวพาวิลเลียนต้องมีความ Unique ท่ามกลางพาวิลเลี่ยนอื่นๆ อีกร้อยกว่าแห่ง ซึ่งดูจากวิดีโอคลิปแล้วทำให้นึกถึงก้อนลูกบอลยางกลมๆ น่าเข้าไปสัมผัส

เนื่องจาก Theme ของงาน Expo คือ “Better City ,better life” แนวความคิดหลักในการออกแบบจึงมาจากเมืองลอนดอนนั่นเอง ในระหว่างมหานครที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ลอนดอนถือเป็น”มหานคร”ที่ Green ที่สุด ทั้งในส่วนของสาธารณูปโภคและเป็นที่ตั้งของสวนพฤกษศาสตร์และธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้แก่ สวนคิว หรือ the Royal Botanic Gardens at Kew ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของลอนดอน สำหรับพาวิลเลียนหลังนี้ผู้ออกแบบไม่ได้จำลองเมืองหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของสวนคิวมา แต่ได้ออกแบบก้อนกลม(ที่ดู)ปุยประกอบขึ้นด้วยเส้น Fiber นำแสงที่มีเมล็ดพืชจากสถาบันพฤกษศาสตร์แห่งคุนหมิง(China’s Kunming Institute of Botany)บรรจุอยู่ตรงปลาย และใช้เทคโนโลยีล่าสุดทั้งในการก่อสร้างและการจัดแสดงภายในพาวิลเลียน นอกจากนั้นผู้ออกแบบยังให้ความสำคัญกับการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมรอบๆในพื้นที่ อาคารองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและภูมิสถาปัตยกรรมก่อให้เกิดถ้อยแถลงของ ”วิหารแห่งเมล็ดพันธุ์” คือ ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับเมืองโดยมีเทคโนโลยีเป็นสื่อกลาง


ความตั้งใจของอังกฤษที่จะทำให้พาวิลเลียนในงานเอ็กซ์โปครั้งนี้เป็นที่จดจำ มีแนวโน้มว่าจะประสบความสำเร็จ เพราะงานยังไม่ทันเริ่ม เจ้าก้อนลูกบอลกลมก็ได้รับชื่อเล่นเป็นภาษาจีนว่า Pu Gong Ying หรือ‘The Dandelion’ ในภาษาอังกฤษเสียแล้ว และเมื่อเสร็จสิ้นงาน Expo แล้ว เส้นใย Fiber optic 60,000 เส้นที่มีเมล็ดพันธ์พืชบรรจุไว้ตรงปลาย เหล่านี้จะถูกแยกชิ้นส่วน และแจกจ่ายไปตามโรงเรียนทั้งในประเทศจีนและประเทศอังกฤษ เฉกเช่นเกสรของดอกแดนดีไลอ้อนที่เรามักจะเห็นปลิวไปตามลมตามในภาพยนตร์หรือการ์ตูนต่างๆ
พาวิลเลียนอีกหลังที่น่าสนใจคือ พาวิลเลียนของนอร์เวย์ ที่มาภายใต้แนวความคิดว่า “Norway Powered by Nature” ออกแบบโดย Helen & Hard เป็นพาวิลเลียนอีกหลังที่เป็นภาพสะท้อนที่น่าสนใจของการนำเอาแนวคิดการออกแบบเพื่อความยั่งยืน(sustainability design)มาใช้
ผู้ออกแบบตอบโจทย์หรือตีมหลักของงาน expo ด้วยสถาปัตยกรรมที่เอื้อต่อการเกิดความยั่งยืนทางสังคม ทางสุขภาพและเป็นมิตรต่อโครงสร้างของเมือง โดยพาวิลเลียนของนอร์เวย์มาในรูปของ”ต้นไม้” 15 ต้นที่รวมกันเป็น “ป่า” ภูมิทัศน์ประดิษฐ์ซับซ้อนที่เอื้อให้เกิดกิจกรรมหลากหลายที่สนับสนุนหลักการของ”ชีวิตยั่งยืน” โครงสร้างหลักถูกออกแบบให้รื้อและถอดประกอบได้ เมื่องานเลิกแล้วสามารถรื้อไปใช้ได้ใหม่ตามสถานที่สาธารณะทั่วไป โดยจะเชิญชุมชนมาช่วยกันคิดว่าจะนำไปใช้ทำอะไรที่ไหนดี

วัสดุหลักเป็น ไม้ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้ว ว่าเป็นวัสดุที่มีวงจรชีวิต(life cycle)เป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมที่สุด ระบบโครงสร้างถูกออกแบบให้ถอดประกอบได้ และองค์ประกอบแต่ละชิ้นถูกออกแบบโดยคิดถึงการประหยัดพื้นที่ในการขนส่ง(ในกรณีที่ต้องส่งมาจากสวีเดน) แต่ผู้ออกแบบก็ได้เลือกใช้วัสดุบางส่วนเช่นวัสดุสำหรับทำผนังในส่วนนิทรรศการที่ผลิตในเมืองจีนด้วย เทคโนโลยีที่ใช้กับงานระบบอาคารจะถูกจัดแสดงเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการเช่น การระบายอากาศ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์และการทำน้ำฝนให้ดื่มได้ ซึ่งถือได้ว่าสวีเดนเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้อยู่แล้ว

ในส่วนขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม โครงสร้างหลักถูกออกแบบให้ทำหน้าที่หลายอย่าง เป็นทั้ง โครงสร้าง พื้นผิว เฟอร์นิเจอร์ ส่วนจัดแสดงและมีส่วนที่เก็บงานระบบอยู่ในตัว

ดูพาวิลเลียน 3 หลังนี้ที่”พูด”ได้ดังและชัดเจน แล้วลองคลิกกลับไปดูพาวิลเลียนของประเทศไทยอีกครั้ง ได้ยินไหมว่าพาวิลเลียนประเทศเราพูดว่าอะไร

หมายเหตุ 1 บทความนี้เขียนขึ้นในวันวันที่ 18 เมษายน 2553 และพิมพ์เสร็จตอนบ่ายๆ ของวันที่ 20 เมษายน 2553
หมายเหตุ 2 เนื้อหาและภาพถ่ายทั้งหมดมีที่มาจาก http://www.archdaily.com ค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: