ไม่ว่ายังไงก็ตามก็ต่างเป็นที่ยอมรับกันว่าบ้านนั้นเป็นพื้นที่แห่งความสับสนอลหม่าน การซ้อนทับของความหมายที่ไม่รู้จบ

พฤษภาคม 14, 2010

คำถามน่าคิด

วันนี้นั่งอ่านบทความที่ชื่อว่า Back Home : A Pesonal Note ของ Martine De Maeseneer สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมกระตุกและเกิดคำถามก็คือว่า ในบทความได้เสนอว่า “ไม่ว่ายังไงก็ตามก็ต่างเป็นที่ยอมรับกันว่าบ้านนั้นเป็นพื้นที่แห่งความสับสนอลหม่าน การซ้อนทับของความหมายที่ไม่รู้จบ” – ความหมายไม่รู้จบ ! ผมคิดต่อตามการอ่าน มันหมายความว่าไม่ว่าเราจะทำยังไงก็ตาม ความหมายของอาคารมันเกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่รู้จบ ทับซ้อนตามประสบการณ์ของผู้คนที่เข้าไป

คำถามก็คือ หากอาคารมันมีความหมายของมันอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะตั้งใจหหรือไม่ก็ตาม แล้วเรา (สถาปนิก) ทำอะไร ? เราอาจพูดได้ว่าเราได้สร้างหมายให้อาคาร แต่เมื่อมันเกิดของมันเองอยู่แล้วเราไปสร้างให้มันทำไม

และในขณะเดียวกันบางคนก็อาจบอกว่า ก็ทำอาคารไปตามวัตถุประสงค์ ประโยชน์ใช้สอยของมันไปสิ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงยิ่งทำให้ผมเกิดความสงสัยว่า สถาปนิกทำอะไรกัน ?

และคำถามที่มาเป็นซีรีย์ก็คือ แล้วอย่างนั้นอาจารย์สอนสถาปัตย์จะสอนอะไร หากทุกสิ่งมันเป็น Subjective การเข้าแตะให้นักศึกษาทำอะไรก็เท่ากับการเข้าไปทำลายความคิดสร้างสรรค์ทั้งหมด/ กระบวนการสร้างสรรค์ส่วนบุคคลที่สั่งสมมา ?

การอธิบายด้วยเหตุผลทำไม่ได้อีกต่อไป ไม่มีความจำเป็นเลยด้วยซ้ำเนื่องมาจากมันเป็นกระบวนกวนเข้าไปหยุดยั่งความเป็นประสบการณ์ อีกทั้งการทำแบบ drawing ต่างๆ มันก็เป็นแค่ภาพตัวแทนที่อาจไม่สามารถเทียบกับอาคารจริงๆที่นักศึกษาออกแบบได้ การตรวจงาน ให้คะแนน เรตติ้งก็ไม่น่าทำได้

ใครๆคิดว่าไงกันบ้างครับ

3 Responses to “ไม่ว่ายังไงก็ตามก็ต่างเป็นที่ยอมรับกันว่าบ้านนั้นเป็นพื้นที่แห่งความสับสนอลหม่าน การซ้อนทับของความหมายที่ไม่รู้จบ”

  1. บังเอิญอ่านเจอ Says:

    “..คนโดยธรรมชาติจะตอบสนองสิ่งเร้าตลอดเวลาจากความว่างเปล่า และเมื่อเริ่มมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นแม้เพียงหนึ่งจุดบนกระดาษ ก็ทำให้เกิดความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อปริมาณเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ความรู้สึกนั้นก็เปลี่ยนแปลงต่อไปอีก เมื่อเราตระหนักว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นแม้เพียงน้อยนิด สร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการตอบสนอง จึงทำให้เกิดความรู้สึกท้าทายในฐานะผู้ออกแบบที่จะค้นหาความเปลี่ยนแปลงที่น้อยนิดนั้น และให้มีผลต่อความรู้สึกต่างที่ตั้งใจ เมื่อพบความว่างเปล่ารู้สึกอย่างไร เมื่อมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นในลักษณะต่างๆ เรารู้สึกอย่างไร..”

    ตอนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ ดร.ชเล คุณาวงศ์ บริษัทองศาสถาปนิก
    จากหนังสือ VIEW01

  2. Ne-o-K Says:

    คุณกำลังถูก “ดูด” ในวังวนของทะเลแห่งคำถามน่ะ ผมว่า….
    ความบ้าคลั่งของพายุและเกลียวคลื่นแห่งคำถามมันยากจะหาหลักหมุดให้เราเกาะได้
    มิได้จะมาเป็น ท่าน ว. มาเอง แต่ผมกำลังจะบอกว่า….ที่มาตินบอกกล่าวนั้น ถึงแม้ว่ามิติความหมายมันซ้อนทับกันไม่รู้จบสิ้น ก็เพราะเรามองมันพัวพันกันเป็นก้อนกลมๆของมิติอันนี้
    ซึ่งมันจะทำให้เกิดทะเลบ้าแห่งคำถามที่แยกไม่ออกใน”สำเหนียก”ของฐานความคิด

    บางทีโครงสร้างนิยมแห่งความคิด อาจสร้างเกาะหลักให้เราคิดและยึดหลักได้น่ะ
    ไอ้ก้อนกลมๆ อาจต้องค่อยๆถูกคลี่ออก เป็นหลายมิติ และเป็น โครงร่างแห่งความสัมพันธ์
    ให้เลือกจับและสร้างคำถามให้มันได้

    บางทีต้องแยกคิด เอาไปพักไว้ในใจก่อน เหมือนเรียนคิดในเลขสมัยเด็กๆ…ก็น่าจะดีน่ะ
    ไอ้คณิตคิดเร็วนี่ บางทีทำให้แยกแยะอะไรไม่ค่อยออก มันเร็วก็จริง แต่ยังไงล่ะ…
    ไอ้การเริ่มตั้งคำถาม จากการค่อยๆจับทีละประเด็น (ถึงแม้มันจะซ้อนทับกันมากมายก็ตาม)
    เป็นศิลปะจริงๆ และยิ่งเรานิ่งเท่าไร เราก็ยิ่งเห็นมันและแยกแยะได้
    (ผมเองก็ทำไม่ได้ดอก เพราะยังคิด ยังเห็นเป็นก้อนๆมีความซ้อนทับกันมากมายเหมือนกัน)

    การแยกแยะให้เป็น (ย้ำอีกทีว่าให้เป็น ให้เหมาะ ให้ควร) นี่ก็เรื่องใหญ่จริงๆสำหรับเรา
    ดังจะเห็นได้จากบ้านเมืองที่ผ่านมา
    ว่าแต่ …. ชักจะบ่นไปเรื่อยแล้ว พอดีกว่าน่ะ นานๆมาส่งเสียงทีครับ🙂

  3. Ne-o-K Says:

    เลือมต่ออีกนิด (เพื่อให้ตรงประเด็น) ว่า มิติความหมายมันก็เกิดเองอยู่น่ะ
    สถาปัตยกรรมจึงเสมือนเป็น สปริงบอร์ดของการสร้าง ความหมาย อยู่แล้ว ในหลายๆเงื่อนไข

    นึกถึง ที่ เบอร์นาร์ด ทซูมิ กล่าวไว้เรื่องคลาสสิก ของ “ที่ว่าง” กับ “กิจกรรม”
    อะไรก่อน อะไรหลัง???
    ในเมื่อไม่มี “space” จะมี “event” ไหม หรือ “event” จะเกิดได้ไงถ้าไม่มี “space” มารองรับ
    เหมือน ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน

    เช่นกัน ผมว่า ความหมายที่ซ้อนทับ เกิดจาก ที่ว่างทางสถาปัตยกรรม
    ที่ มาติน กล่าวเป็นการเปิดประเด็นให้สถาปนิก “เห็น” ว่ามันมีอยู่ และมันซับซ้อน
    ใยสถาปนิกไม่ตระหนักถึงและสร้างปลายเปิดของ “ที่ว่าง” ให้เกิดมิติแห่ง “ความหมาย”
    ที่หลากหลายได้ (อ่านตรงนี้ อย่าไปสับสนกับโพส โมเดอร์นล่ะ)
    บ่้าน นี่ออกแบบยากสุดแล้วล่ะ และมันคงไม่ใช่แค่ ออกแบบให้ใช้งานได้เพียงเท่านั้น
    จำได้ว่า เรียนกับ ท่านอ.ทิพย์สุดา และท่านเปิดให้เห็นในโลกของปรากฏการณ์ศาสตร์
    โอ… มันเต็มไปด้วย “การมีอยุ่” (Being) และมิติแห่งความหลากหลาย (full of Happenning)
    ทำให้ โลกนี้ เต็มไปด้วย ความมหัศจรรย์ของมิติที่ซ้อนทับ และซ่อนเร้น โลกที่กว้างใหญ่และซับซ้อน
    ทั้งมหภาคและจุลภาค อยู่ตรงหน้าเราและสัมผัสได้จริงๆ

    อย่างนี้แล้ว จะงงไปทำไม สถาปนิกมีโลกที่มหัศจรรย์ให้เราคิดและสร้างสรรค์อย่างไม่รู้จบ

    ปล. ในท้ายที่สุด ขอคารวะแด่ ศาสตราจารย์ วิลเลี่ยม เจ มิชเชล ด้วยครับ
    สำหรับการจากไป และผลงานชิ้นเอกที่ท่านทิ้งให้เรา….โลกแห่ง e-Topia


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: