ฮุคขวา ลอกงานมาส่ง ผิดมั้ย ? ความดั้งเดิม การผลิตซ้ำ และ การลงโทษ

กันยายน 19, 2009

จากลิงค์ของอาจารย์ ne-o-k ที่ส่งมาทางเมล เปิดไปอ่านเรื่องการประกวดแบบรัฐสภาที่มีบริษัทสถาปนิกสายประกวดแห่งหนึ่ง (ผมเคยไปฝึกงานที่นี่มาด้วยอะ!) ส่งผลงานโดย “ลอก” ตึกของสถาปนิกฮ่องกงมาส่ง
สนใจไปอ่านได้ที่ ลิงค์ นี้ครับ

ต่อมากับการตรวจงานเมื่อวานที่นักศึกษาได้ทำการ “ผลิตซ้ำ” คุ้มเจ้าบุรีรัตน์เพื่อไต่ถามถึงคุณค่า และความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ที่เปิดประเด็นถกเถียง และ (เหงื่อตกแก่แอดไวเซอร์และแอดไวซี) !

DSC05321
งานของนักศึกษา – จะเห็นว่ามีการผลิตซ้ำคุ้มเจ้า มาอยู่อีกพื้นที่หนึ่งใกล้ๆกัน

รวมไปถึงงานนักศึกษาปีอื่นที่ได้ข่าวว่า “ลอก” มาเหมือนกัน (ขอใช้คำว่า “ลอก” ละกัน)
ทำให้สนใจความคิดนี่ (ในเชิงการศึกษานะครับ ขออนุญาติไม่เข้าไปยึดโยงกับเรื่องจรรยาบรรณสถาปนิก)

ก่อนอื่นเรื่องแรก คือ งานรัฐสภานั้น ออกมายอมรับแล้วว่าลอกจริง !
และสาเหตุหนึงในนั้นคือทำไม่ทัน ! ซึ่งผมค่อนข้างผิดหวังมาก
เพราะว่าตอนแรกคิดว่า เค้าจะเข้่าไปเขย่าความคิดเรื่อง “รัฐสภา” “ความเป็นชาติ”
ความสัมพันธ์เชิงอำนาจอะไรแบบนี้ คือสถาปนิกมีความคิดเชิงการเมืองในการทำแบบ
แต่นี่ไม่ใช่ … คงเป็นกรณีเดียวกันกับ “เด็กลอกงาน” คือได้ฟังเหตุผลแล้วเซ็ง!

เรื่องที่สองคืองานของนักศึกษาปีสี่เมื่อวาน ที่ค่อนข้าง “ล่อเป้า” ใช้ได้
คือมีการก๊อปอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วางอยู่ตรงข้ามกัน !
ถึงแม้นักศึกษาไม่ได้นำเสนอมันออกมา อย่างชัดเจนว่ามีความคิดใดอยู่เบื้องหลัง
แต่งานชิ้นนี้เปิดประเด็นเสียบ ได้อย่างน่าสนใจ

มีทั้งความเห็นที่บอกให้เอาตึกเลียนแบบนี้ออกไปเลย ทำลายความมี “คุณค่า” ของประวัติศาสตร์
มีทั้งที่บอกว่า รับได้ หรือหาหนทางประนีประนอมกว่านี้
และมีอีกหลายทาง (เหงื่อหยดกันไปหลายแหมะ)

แต่ที่น่าสนใจคือ งานชิ้นนี้ได้เปิดประเด็นถกเถียงถึงคุณค่าและที่มาของระบบคุณค่าต่างๆ
ซึ่งสำหรับผมรู้สึกว่าค่อนข้างได้ผล ;])
นี่อาจจะเป็นความแตกต่างกันของการลอกแบบมีความคิดทางการเมืองกับลอกมาจริงๆ
(ใครที่กำลังลอกมาจริงๆ ควรพิจารณาตัวเองแล้วกระโดดลงมาจากดาดฟ้าสูง หรือเปลี่ยนแนวไปทำของก๊อบแบบจีนแดงซะ!)

อันนี้ไม่ค่อยเกี่ยวกับกระทู้
เคยมีครั้งหนึ่ง (นานมาแล้ว) ที่ผมเคยทดลองอะไรประมาณนี้โดยลองปล่อยข่าวลืออะไรบางอย่างบนอินเตอร์เน็ต
อยากรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ต้นเค้าที่ผมเล่ากับปลายทางมันเหมือนกันมั้ย
เมื่อผมมาเฉลยตอนหลังว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง สิ่งที่ผมได้รับคือโดนด่ายับ!
(สมควร) จิตใจคนไม่ใช่ของเล่น ทดลองอะไรก็ได้คิดถึงคนอื่นด้วยนะจ๊ะ

อันนี้จะปิดท้ายกระทู้แล้ว
สำหรับผม ผมคิดว่าการผลิตซ้ำเป็นสิ่งที่น่าสนใจและมันเป็นสภาวะที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว
ผมไม่เชื่อ ใน originality แต่ในขณะเดียวกันผมก็ไม่เชื่อใน copy ด้วย

แต่ประเด็นคือ เมื่อนักออกแบบดูงานชาวบ้านเพื่อที่จะมาออกแบบรู้ตัวรึเปล่าว่ากำลังทำอะไร ?

ถ้าเอามาทั้งดุ้นแบบตัดต่อ ชิ้นต่างๆมาแปะด้วยกัน (เห็นสถาปนิกชื่อดังในเมืองไทยทำเยอะ)
ในแง่หนึ่ง — ใช่มันคือการทำลาย originality
แต่หากไร้ซึ่งความคิดใดๆแล้วผมว่ามักคือความ มักง่าย – เอาตัวรอด อย่างหน้าไม่อาย

อ้าจบดื้อๆ แบบนี้แล
ทุกท่านคิดว่า ลอกผิดมั้ยครับ ?
PS

16 Responses to “ฮุคขวา ลอกงานมาส่ง ผิดมั้ย ? ความดั้งเดิม การผลิตซ้ำ และ การลงโทษ”

  1. T Says:

    กรณีของรัฐสภา ที่เจ็บปวดมากๆ ก็คือ ข้อความแทรกที่เขายกมาอ้าง

    มันแสดงให้เห็นกันจะๆ ว่า มีเจตนาตั้งแต่ต้น และถ้าถูกจับได้จะแก้ตัวว่าอย่างไร คือ “โดยการไตร่ตรองไว้ก่อน”

    การศึกษาสูง (ขนาดอ่านกวีนิพนธ์ของ คาริล ยิบราน) ช่วยให้คนฉลาด (โกง) มากขึ้น แต่ไม่สามารถช่วยให้คนเป็นคนดี น่าเศร้าจริงๆ

    แบบว่า ทำผิด ถูกจับได้ แล้วไง!!! ก็สารภาพบาปแล้วไง!!! จะเอาอะไรกันอีก ทำนองเนี๊ยะ

    ขออย่าให้เกิดกับบัณฑิต สถมช.เลย เจ้าประคุณ

    ถ้าเกิด ผมจะเลิกเป็นอาจารย์คนตลอดชีวิต

  2. Ne-o-k Says:

    เห็นด้วยครับอาจารย์ครับ
    ผมอีกคนที่ไม่อาจทนเห็นเด็กๆ สถมช เราเป็นแบบนั้น
    เราไม่เคยบอกให้ เอาสิ่งที่ศึกษามาใช้ทั้งดุ้น แบบนั้น
    แล้วเราจะมาเรียนการตีความ การสร้างกระบวนการคิด กันไปทำไม
    ค่อนข้างสะใจที่ อ.ดร. พร รุ่นน้องที่จุฬา พยายามถามหาถึง “การไม่มองเลยผ่าน”แบบที่เราชาวไทยมักใช้และคุ้นเคย ไอ้ความรับผิดชอบนั้น มันมิได้ขึ้นอยู่แค่การสารภาพ แล้วก็จบกันไป
    แต่ต้องรับผิดชอบที่การกระทำด้วย(มากกว่าแค่พูดว่ารับผิด)
    เราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัววิชาชีพนี้ก็ย่อมต้องไม่มองผ่านเลยไป
    มันก็เป็นความรับผิดชอบของวงการเหมือนกัน ต่อกรณีนี้

    อีกประเด็นคือ ดร.พร เอาเรื่องนี้ไปเลคเชอร์ที่จุฬา เด็กนิสิต เค้ายังบอกประสาเด็กเลยว่า
    แล้วอย่างงี้ สถาปนิกเราจะเหลืออะไรให้ทำ?? ถ้าเราไม่คิดแบบ เรานี่ไม่เหลืออะไรให้ทำเลยน่ะ
    ขึ้นคอม render เขียนแบบ ก็มีคนช่วยทำอยู่แล้ว ถ้าไม่คิดแบบนี่ สถาปนิกเราไม่เหลืออะไรเลย
    แล้วคุณค่าเราอยู่ตรงไหนในวิชาชีพปัจจุบัน ถ้าไม่ทำอย่างแข็งแกร่งในเรื่องออกแบบคิดแบบตรงนี้
    (ซึ่งเป็นสิ่งที่ studio space ของเราพยายามทำให้เกิดอยู่ จริงไหม…. Design design!)

    มีประเด็นต่อเนื่องเรื่องบทลงโทษที่น่าสนใจครับ
    ในกรณีนี้ อาจริบใบอนุญาติ 5 ปี แต่ในกรณี CPD ใครไม่พัฒนาตนเอง ก็จะไม่ต่อใบอนุญาติเลย
    ทำให้ “การโกง” โดนลงโทษไม่หนักเท่า “การไม่พัฒนาตนเอง” ซ่ะงั้นครับ
    เพราะ หมด 5 ปี เขาก็มาประกอบวิชาชีพได้ใหม่อีก แต่ถ้าไม่พัฒนาตนเอง ก็หมดอนาคตเลย

    เหตุการณ์นี้ ทำให้ สภาสถาปนิก ต้องมีภาระแสดงศักยภาพและวิจารณญานที่น่าเลื่อมใสเสียแล้ว
    สถาปนิกวิชาชีพ ทั้งชาติกำลังจับตา เคส(ประวัติศาสตร์ก็ว่าได้) นี้อยู่ครับ

  3. superyuam Says:

    ผมได้อ่านจาก FW mail จากเพื่อนๆเหมือนกันครับ
    นึกถึงกรณีโรงแรมหนึ่ง เมื่อ 3-4 ปีก่อน ถึงกับคณะได้เชิญผู้ออกแบบมาไขความกระจ่าง
    แบบ lecture series เลยทีเดียว ก็ฮือฮา กันไป
    จะมาภายหลังอาจารย์ท่านหนึ่งมา lecture แล้วยกประเด็นมาสอนว่า
    ถ้าก๊อบงานมา มันก้อเป็นเพียงการนำ รูปธรรม มาได้ แต่ไม่สามารถเอาจิตวิณญาณ หรือ identity ของพื้นที่ตรงนั้น ร่องรอยของ วัฒนธรรม ที่เกิดกับสถาปัตยกรรม มาได้

    ผมยังจำคำพูดเหล่านี้ได้แม่นเลยทีเดียว!!!

  4. brickbrick Says:

    ตอบอาจารย์ PS ว่าถ้าขึ้นชื่อว่า”ลอก”ก็ผิดอยู่แล้วค่ะ
    ยิ่งได้อ่านคอมเมนต์ของ อาจารย์ T กับ Ne-o-k แล้วก็คิดว่า
    นักศึกษา สถ.มช. ทุกคนควรอ่านได้ Post นี้เป็นอย่างยิ่งค่ะ

    ส่วนประเด็นผลงานนักศึกษาปี 4 เนื่องจากยังไม่เห็นงานของนักศึกษาก็เลยยังไม่มีคำตอบ
    แต่ขออนุญาตช่วยแตกประเด็นถามต่อ ดังนี้

    1.การผลิตซ้ำสามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการออกแบบสถาปัตยกรรมหรือไม่
    ในวงการศิลปะ การผลิตซ้ำที่สะท้อนความคิดและถูกมองว่าเป็นงานศิลปะนั้นมีอยู่ แต่สถาปัตยกรรมที่ผลิตซ้ำ และได้รับการยกย่องนี่มีไหมนะ ที่จริงตอนนั่งพิมพ์อยู่นี่ยังนึกไม่ออกว่ามันมีไหมสถาปัตยกรรมกับการผลิตซ้ำที่เป็นกรณีศึกษาระดับโลกเนี่ย แต่ถ้ากรณีของไทยๆ นี่พอนึกออก เช่นการสร้างโบสถ์ใหม่ เนื่องจากโบสถ์หลังเก่าที่เก่ามากๆ และจวนเจียนพัง ต้องสร้างหลังใหม่ที่สร้างได้เหมือนหลังเดิมเดี๊ยะ หรืออาคารราชการแบบ ก.ข.ค.
    สถาปนิกหรือเราๆ มักจะเชื่อกันว่าการผลิตซ้ำลดคุณค่าของความเป็นสถาปัตยกรรม แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะบอกว่าสถาปัตยกรรมเป็นผลผลิตของสังคม อาคารราชการก็สะท้อนระบบการเมืองการปกครองเศรษฐกิจสังคมผู้คนของประเทศนั้นๆ แหละค่ะ ประเทศซับซ้อนๆ อย่างประเทศเราเลยมีอาคารราชการรูปแบบคล้ายๆกัน อยู่เกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย จริงๆ กรณีการประกวดแบบรัฐสภาก็เป็นกรณีศึกษาประการหนึ่งของสถาปัตยกรรมกับ”ระบบ”ของประเทศเหมือนกัน

    2.ในยุค Digital ที่เรา copy และ paste กันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และโปรแกรมคอมพิวเตอร์หลายๆ โปรแกรมที่บอกว่าถูกสร้างขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการออกแบบ ต่างเป็นโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อให้การทำซ้ำของ object เกิดได้ง่ายขึ้น ซึ่งช่วยส่งผลให้การผลิตซ้ำใน working drawing เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ใน Officeสถาปนิก ยิ่ง Office ใหญ่ๆ มี standard detail ที่พิมพ์ออกมาขายกันก็หลายเล่ม
    ขอบเขตของการบอกว่างานชิ้นนี้ลอกไม่ลอกอยู่ตรงไหน หรือถ้าเป็นงานของ Office เดียวกัน สามารถลอก Detail กันได้ แต่ห้ามนำไฟล์ดรออิ้งนั้นไปใช้ข้ามออฟฟิศ หรือว่าเราคงต้องนิยามการ”ลอก”และการ”ผลิตซ้ำ”ที่เป็นผลจาก Digital Age กันใหม่ นอกเหนือจากการผลิตซ้ำใน Industrialized Age ใช่หรือไม่

  5. studiospaces Says:

    (โอว ช่วงนี้ไม่มีเวลาเลยจริงๆ ครับ ปล่อยวางมานาน ต้องเริ่มส่งเสียงบ้างแล้วล่ะ)

    จริงๆ มีคำหลายๆ คำนะครับที่อยู่ระหว่าง “Originality” ไปสู่ “Copy” ซึ่งถ้าเราได้ขุดคุ้ยประเด็นนี้กันอย่างละเอียดลึกซึ้งเราจะพบว่ามันช่วยให้เราคิดอะไรๆ ในการ Design โดยเฉพาะในแง่มุมของการเป็น การสะท้อน (Reflexive Method) ได้อย่างดี เช่น คำว่า Imitation, Mimicry, Camouflage เป็นต้น

    ส่วนงานของน้องปี 4 ที่ PS กล่าวถึง ผมว่า “มันยังไม่มี Political Message” ที่ชัดเจนเพียงพอครับ มันดูเหมือนไม่มีชั้นเชิงในการวิพากษ์เท่่าไหร่ และอีกทั้งการนำเสนอของน้องเค้าเองก็ดูโล่งๆ เบาๆ อย่างไรไม่รู้ ทำให้สิ่งที่พยายามจะสื่อแข่งกันกับ “ต้องเคารพอาคารเดิมของคุ้มนะ” แพ้ภัยตัวเองอย่างแทบไม่ต้องขึ้นชก แต่อย่างไรก็ตามทำให้ผมเห็นว่า คณาจารย์สอนสตูปี4 หล
    ายต่อหลายท่าน ที่มีความเป็น “ครู” อยู่อย่างเต็มเปี่ยม รับฟังและสอนนักศึกษาอย่างน่าเอ็นดู

    แต่มีงานของน้องปี 4 อีกคน ที่ผมสงสัยในความคิดของเขาว่า ทำไมมันถึงไม่มี “ยางอาย” ในการเอางานมาส่ง แล้วยังเถียงด้วยนะครับ ว่าไม่ได้ “ลอก” มาผมว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สำคัญ และมันเริ่มมีการแพร่ระบาดออกมาแล้วใน สถ.มช. น่าคิด น่าคิด ขอให้นำประเด็นนี้พูดคุยกันในวันสรุปการเรียนการสอนด้วยก็ดีครับ

    S

    • มีประเด็น Says:

      เรียนถามอารย์สันต์คะ ว่าไอ้จุดบกพร่องที่อาจารย์มองเห็นนี้ เราควรเริ่มแก้ไขจากอะไรดีคะ เพราะหนูรู้สึกว่าถ้าได้รับการกระตุ้น หรือปรับเปลี่ยนวิธีการ กระบวนความคิด อะไรบางอย่างจากอาจารย์ จะทำให้หนูมองแนวทางแก้ปัญหาได้ดีกว่านี้คะ


  6. จิตสำนึกควรมีบทบาทควบคู่ไปกับการออกแบบให้มากขึ้น ในคณะของเรานะครับ
    นอกจากมีร่างกาย ที่มีพละกำลังทำงานออกมาได้ มีสมองคิดแบบสถาปัตยกรรมออกมาอย่างลุ่มลึกดีแล้ว สำคัญที่สุดคือจิตใจที่ดีงาม ที่มีเจตนาสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมบนผืนแผ่นดินของประเทศไทย ไม่ต้องยิ่งใหญ่หรอกครับ เอาแค่มีคุณค่า เห็นประโยชน์เพื่อคน สัตว์ ต้นไม้ น้ำและสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่ก่อนก็พอครับ

  7. T Says:

    จริงๆแล้วประเด็นนี้มีแง่มุมที่น่าสนใจหลายประการ ตามที่อาจารย์คอมเมนท์กันมา และคิดว่าถ้าทำดีๆ (อย่างที่มันควรจะเป็น) น่าจะมีประโยชน์มากแก่นักศึกษามากกว่าจะเป็นโทษ (learning by doing มากกว่าแค่วิพากษ์วิจารณ์แล้วปล่อยให้ผ่านเลยไป)

    จนคิดว่าอยากเสนอให้สตูสองทำเป็นโปรเจคสำหรับเทอมหน้า คิดว่าไงครับ brickbrick, อิทธิ์, Ne-o-k?

    เอาให้ครอบคลุมสถาปนิกร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงทั้งหมดไปเลย

    ศึกษา… วิเคราะห์… แตกประเด็น… ตีความ… ย่อยสลาย… ซึมซับ… ผลิตซ้ำ… ผลิตใหม่ … บนพื้นฐานของวัฒนธรรม ใช้เวลาทั้งเทอมเลยไหม เอาให้ถึงแก่น?

    อย่างหนึ่งคือ เชื่อว่าจะช่วยในเรื่องการสร้างความเข้าใจโครงสร้างที่สัมพันธ์กับพื้นที่ว่างเชิงสถาปัตย์ไปในตัว (นอกเหนือไปจากประเด็นหลักๆอื่นๆ)

  8. studiospaces Says:

    วันนี้เรียกน้องนักศึกษาคนที่ถูกเรียกว่า “ลอกงาน” มานั่งคุย
    ถ้าสูบบุหรี่ได้ผมคงสูบบุหรี่ไปแล้ว (นึกถึงภาพตัวละครในหนังหว่องประกอบ)
    แต่เผอิญผมไม่สูบบุหรี่ ….

    เลยได้หน้ามุ่ยมาแทน
    ไม่นึกเลยว่าชีวิตอาจารย์ต้องมาพูดเรื่องราวอะไรแบบนี้
    ตื่นๆ ได้แล้วปัตย์

    ในฐานะที่เราเป็นนักเรียนสถาปัตย์
    ถ้าเราไม่คิดแบบแล้ว
    เราจะมีอะไรให้ทำอีก ?

    เสียงจากกระทู้ VG ก้องในหัวผม

    ผมจำได้ว่าพูดไปไม่เยอะ ไม่กี่ประโยค
    “ผมว่าคุณเข้าใจ คำว่าการศึกษาผิดไปแล้ว”
    “ผมไม่ได้มาเป็นอาจารย์เพื่อมาเอาชนะคะคานกับใคร”
    “คุณได้ทำลายคุณค่าของสถาปัตยกรรม”

    เฮ้อ ยิ่งเขียนยิ่งอยากไปสูบบุหรี่ (ขอแสงสลัวส้มแดงด้วยนะครับ)

    ชีวิตสำมะหาอันใดเจ้าเอย

    ขอให้คิดได้ในเร็ววันนะ

    เรายังอยากเชื่อว่า โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์เป็นคนดี

    PS

  9. studiospaces Says:

    http://champ.exteen.com/20090913/strip

    พอดีอ่านดูแล้วมันตลกดีครับ
    พูดเรื่อง “อัตลักษณ์” และ การเลียนแบบอยู่พอดีเลยครับ
    ฮ่าๆ ลองอ่านกันขำๆครับ

    PS

    • มีประเด็น Says:

      เรียนอาจารย์ปัตย์
      พออ่านคอมเมนต์ ต่างๆ ที่งานหนูเป็นประเด็น หนูรู้สึก ง่อยๆๆๆๆๆๆ ไปชั่วคณะอ้ะ ง่าก !!!!!!

  10. brickbrick Says:

    เฮ้อ..ขอถอนหายใจยาวๆ แล้วเอาหลังพิงผนังในซอก space หม่นมัวที่เต็มไปด้วยควันบุหรี่ด้วยอีกคน

    คงต้องยอมรับกันแล้วล่ะค่ะ ว่าคณะเล็กๆ ของเรามี Dark Side ที่น่าจะช่วยกันคิดแก้ปัญหาจริงจัง

    ถ้าเราตั้งคำถามกันไปเรื่อยๆ ว่าลอกงานผิดไหม ไม่ได้เขียนตีฟเองผิดไหม งัดห้องเพื่อส่งงานเพิ่มผิดไหม ขโมยหนังสือห้องสมุดผิดไหม
    คำตอบก็คือผิดนั่นแหละนะ

    อย่างไรก็ตาม
    หรือว่าแทนที่จะตั้งคำถาม เรามากำหนดบทลงโทษจริงจังกันเลยดีกว่า
    จะได้เอาเวล่าที่เหลือไปถกเถียงประเด็นความคิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมและการเรียนการสอน
    แต่ว่าบทลงโทษใดเล่า จะสามารถสร้างความสำนึกได้..

    หม่นมัว หม่นมัว หม่นมัว…

    ป.ล. ช่วงที่บรรยากาศที่คณะหม่นมัวและกดทึบพอสมควรค่ะ เพราะเป็นอาทิตย์ตรวจทีสิส โดนทวงงานรวมถึงบรรยากาศยามเย็นที่สนทนาต่อเนื่องถึงเรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้น

    แต่แนวความคิดของอาจารย์ Tเกี่ยวกับ Stu.2 เทอมหน้า น่าตื่นเต้นจังค่ะ
    อยากทำค่ะ อยากทำ

  11. กิ๊ก Says:

    โธ่ น้องเอ้ย

    เหม็นบุหรี่จริงๆด้วย (ฮา)

  12. darunwat Says:

    อ่านเนื้อหาใน blog นี้แล้วมีความสุขจังเลยครับ..เหมือนเจอเพื่อนที่อยากคุยด้วยแม้จะไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน
    ผมสนใจคำว่า “ลอก” กับประเด็นการผลิตซ้ำ แนวความคิดเกี่ยวกับ identity ที่พูดถึงการเปรียบเทียบกับคู่ของขั้วต่าง binary opposition และเทียบเคียงกับความหมายอื่นๆในบริบท แล้วผลิตซ้ำๆจนเกิดเป็น identity เมื่อเรามองแบบนี้ คุณค่าหรือความหมายถูกกำหนดขึ้นจากบริบท(ประเด็นความหมายนอกบริบทเก็บไว้ในใจก่อน) แนวคิดนี้สถาปนิกและสถาปัตยกรรมที่มอง identity ของตนและผลงานของตนแบบ subjective คงรับไม่ได้กับการ “ลอก” ในทางกลับกันเรากำลังอยู่ในกระบวนการสร้างและผลิตความหมายในบริบท ยังไม่ต้องพูดถึงแนวคิด “ร่างทรง” ของวาทกรรมชุดต่างๆที่ทำลาย identity ของมนุษย์แบบ subjective ลงอย่างราบคาบ เมื่อถึงตอนนั้นแล้วเรา “ลอก” ทุกอย่างแม้กระทั่งตัวตนของตัวเอง ว่าแต่ตอนนี้พวกเรายืนกันอยู่ตรงไหนดีครับ ขอบคุณนะครับสำหรับ blog ดีดี

  13. bb Says:

    ที่จริงอยากให้มีคนมาคุยใน blog นี้เยอะๆ ค่ะ เพราะไม่งั้นมันเหมือนเป็น blog ที่มีคนไม่กี่คนคุยกันเอง (และก็ดูเหมือนว่าคนไม่กี่คนเหล่านั้นก็มีมุมมองและความคิดที่ไม่ได้ห่างไกลกันเท่าไหร่) 
    เคยอ่านสัมภาษณ์ของนักออกแบบ สถาปนิก คนทำหนังเกรทๆ หลายคน ที่พูดคล้ายๆ กัน ว่าไม่ต้องไปคิดอะไรใหม่หรอก แค่พยายามศึกษาสิ่งที่เคยมีคนทำอยู่แล้ว แล้วเอามาใช้ในวิธีการของตัวเอง เท่านั้นก็พอ
    ลองทบทวนดูอีกที ก็พบว่า บางทีคุณสมบัติที่”ลอก”ได้เนี่ย มันเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของมนุษย์ เพราะด้วยความที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม การ”ลอก”เป็นกระบวนการแรกๆ ในกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ 1 คน อยู่แล้ว การเปล่งเสียงคำแรกของเด็ก(ที่พวกผู้ใหญ่ยอมรับกันว่าเป็นการพูด)ก็คือการลอก(ก่อนหน้านั้นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเด็กเค้าก็พยายามจะสื่อสารด้วยภาษาของเค้า แต่พวกผู้ใหญ่ไม่ยอมรับ ไปเรียกว่าเป็นภาษาต่างดาว เด็กเลยเรียนรู้โดยอัตโนมัติว่าถ้าอยากสื่อสารกับมนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่ต้อง”เรียน”ที่จะ”ลอกเลียน”คำพูดที่ผู้ใหญ่เขาพูดกัน) สามารถพูดได้ว่าการ”ลอก”เป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ เราถูกบังคับให้”ลอก”ก่อน”คิด” กว่าเด็กคนนึงจะโตจากเบบี๋เป็นเด็กอนุบาล เด็กประถม เด็กมัธยม เด็กมหาลัย เราผ่านกระบวนการลอกมานักต่อนักสัญชาตญาณพื้นฐานของความเป็นสัตว์สังคมสอนให้มนุษย์ลอก และกฏเกณฑ์ของสังคมก็ควบคุมขอบเขตในการ”ลอก”ของมนุษย์นั้นอีกทีนึง
    แล้วก็คงด้วยความเป็นมนุษย์ที่คิดได้ และ ความเป็นสัตว์สังคมนี่แหละ ก็เลยก่อให้เกิดกระบวนการทางสังคมอื่นๆ ที่ซับซ้อนตามมา เป็นไปได้หรือไม่ว่า “Identity” ที่เกือบทุกคนในโลก โดยเฉพาะนักออกแบบ(ที่น่าจะเป็นหนักกว่าเพื่อน)กำลังถามหาเนี่ย มันก็ไม่มี Originality อยู่แล้ว เพราะถ้าไม่เกิดจากการสร้างขึ้นโดยสิ่งทีมีอยู่แล้ว ก็เกิดจากการปฏิเสธสิ่งที่มีอยู่
    อืมมม.. จากการ”ลอก” เราไปถึง “Identity” ได้ไงเนี่ย

  14. รถยนต์ Says:

    ขอโทษนะคะ ขอรบกวนเรื่องหนึ่ง ตอนนี้กลุ้มใจมากๆ

    …………ตอนนี้อยู่ปี2 เพิ่งได้เริ่มออกแบบบ้านหลังแรก แต่มีอยู่ว่า
    ในกลุ่มที่เล่นด้วยกัน 5คน แต่หนูดูจะหัวอ่อนที่สุดในกลุ่ม
    เวลาว่างๆก็จะปรึกษา คุย คอบเซ็ป เรื่องบ้านกัน
    แบบร่างก็ดำเนินไปเรื่อยๆ หนูคิดแปลนไม่ออก จนจะอ้วกเพราะเครียดมาก เลยได้ไปปรึกษาอาจารย์ เกี่ยวกับวิธีคิด ….หลังจากนั้น ก็พอจะคิดแปลนได้…โดยตอนคิดนั้น คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ห้องมันอยู่โซนนู๊น นี่ นั่น สัมพันธ์กัน สอดคล้องกับการใช้สอยของผู้ใช้ ส่วนคอนเซ็ป คิดอยู่ ((แต่คิดแบบลอยๆ))กะว่าเสร็จแล้วค่อยคิดอีกที พอส่งแบบร่างชิ้นนี้ งานพัฒนามากขึ้น หลังจากที่เรา เอ๋อๆกันงานชิ้นก่อนหน้านี้ …..แต่ทว่า กลุ่มเพื่อนๆไม่มีใครคุยกับข้าพเจ้าเลยสักคน……..ผ่านมาสักพักเลยได้ยินข่าวจากพี่สาวว่า ..ไปลอกงานเพื่อนหรอ??? ตั้งแต่งานแรก จนถึงงานปัจบัน จนทำให้เพื่อนต้องล้มแปลน ????
    …………………..ตอนนั้น งง และ อึ้ง มากๆ ทั้งๆทีเราคิดแต่ว่า… คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ห้องมันอยู่โซนนู๊น นี่ นั่น สัมพันธ์กัน สอดคล้องกับผู้ใช้สอยของผู้ใช้ ส่วนคอนเซ็ป คิดอยู่ ((แต่คิดแบบลอยๆ))กะว่าเสร็จแล้วค่อยคิดอีกที….แล้วเราเอาเวลาไหนไปคิดถึงแบบเพื่อนได้หนอ??

    ….และเพื่อนก็บอกอีกว่า เราลอกงานเขา ตั้งแต่ชิ้นแรก ((แปลนบ้านนั่นเหมือนบับเบิลมัน หน้าบ้านเหมือนมัน(( …เราคิดว่า หน้าบ้านจะเป็นหน้าบ้านได้ง่ายๆคือ ใส่เสา และหลังคาให้ยื่นออกมา^^)) ส่วนชิ้นปัจจุบันที่มีปัญหา เขาบอกว่า เอางานเพื่อนสองคนมารวมกัน .)))พระเจ้า!!! เราทำอะไร ตอนไหน ยังไง??
    ………………..คำว่าลอกหมายถึงอะไรหรอคะ ในสายงานสถาปัตย์
    ความคิดเราๆคิดว่า คือการเอางานเขามาทั้งดุ้น หรือมาปรับเปลี่ยนบ้างแต่ตอนนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้คิดถึงงานเขาเลย T__T
    .ใช่อยู่ที่ว่าเคยไปดูแปลนดูแมส ..แต่ด้วยความที่เราไม่ค่อยใส่ใจงานคนอื่นเลยได้แต่ดูๆเฉย จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าห้องอยุส่วนไหนบ้าง แต่จำได้แม่นเลยคือโถงจะมีบ่อปลา แค่นั่นเอง …..เเต่บ้านของเราไม่มีบ่อปลาในบ้านะ
    .

    ……….เมื่อเราได้เอาเเมสมาเปรียบเทียบกัน เผอิญว่ามันก็คล้ายๆกันแต่ไม่เหมือน ส่วนห้องก็ว่างคล้ายๆกันบางโซน……โดยที่เราเป็นคนหัวอ่อนอยุแล้วเลยถูกตราหน้าว่าลอกงานซะ T__Tไม่มีใครเลยที่จะเข้าใจหนู ว่าตอนนั้นหนูคิดงานอย่างนั้นจริงๆ
    …………..เราก็เหมือน ผู้ต้องหาทีมี หลักฐานมัดตัวแน่น …เพราะเมื่อเขาถามมาว่า ห้องนีมีเหตุผลมั๊ยที่วางตรงนี้ คอนเซปอะไร ถึงวางตรงนี้ o”O นั่นไง…ไอ้เราก็คิดลอยๆ…สุดท้ายแล้วเขาก็บอกว่า ถึงไม่ได้เอางานเขามา แต่ก็เอาแนวคิดเขามา ถึงไม่ได้คิดถึงแนวคิดของเขา แต่ก็ต้องมีฝังอยู่ในลึกๆของสมองอยู่ดี สุดท้ายแล้วเราก็โดนแบนออกจากลุ่ม …เราเศร้ามากๆกับสิ่งนี้ คือไม่มีใครมองในมุมของเรา มองแต่ว่า ..สมองอย่างเราจะคิดได้อย่างนี้หรอ((เพราะงานที่ทำ มันเด่นกว่างานของเพื่อนคนนั้น แต่แบบร่างเราก็ยังไม่ผ่าน ของคนนั้นก็โดนย้ายโซน ))…..เหมือนเขาจะคิดว่า เรามีเวลาว่าง ชิวๆในการทำงานจะมีปัญญาคิดงานได้ดีขนาดนี้หรอ?ถ้าเทียบกับงานแรก..ส่วนคนนั้นดูจริงจังกับงานมาก เมื่อเทียบกับเรา สุดท้ายแล้วก็ต้องทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ..เลยอยากถามพวกคุณว่า …หนูผิดมั๊ยกับเหตุการณ์ครั้งนี้ หนูลอกงานเพื่อนจริงหรอ ถ้าแนวคิดของเพื่อนๆมันฝังในหัวของหนูจริงๆ ที่ทำไปมันจะไม่เรียกว่า การนำมาประยุกต์หรอ .?? คือหนู งง. มาก อยากรู้ความจริง จัง
    T_____T ช่วยตอบด้วยนะคะ

    ปล. หลังจากเกิดเรื่องข้าพเจ้าได้แต่ทำใจ และปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่..ได้เริ่มสนใจงานคนอื่น แต่ที่สังเกตได้คือ…คนนึงวางโซนห้องคล้ายๆกับเราเลย..อีกคน แมสก็คล้ายๆเราเลย แต่ทำไม เพื่อนในกลุ่มของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้??


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: