Poetics and Ethics in Architecture

กันยายน 5, 2009

ขอแนะนำเวบไซท์นี้ครับ เห็นว่ามีประโยชน์แก่การศึกษาสถาปัตยกรรมเชิงปรากฏการณ์วิทยา หลายๆเปเปอร์น่าอ่านมากครับ

Poetics and Ethics in Architecture

ใครอ่านแล้วมาแชร์ประสบการณ์กันบ้างก็จะดีครับ🙂

3 Responses to “Poetics and Ethics in Architecture”

  1. studiospaces Says:

    เข้าไปดูมาแล้วค่ะ
    หลายๆ paper น่าสนใจมากเลยค่ะ

    ว่าจะเริ่มอ่านของ PALLASSMA ก่อน
    เพราะมีรูปประกอบ

    เอ..หรือว่ารออาจารย์อ่านแล้วมาเล่าให้ฟังดีคะ🙂

    brickbrick

  2. T Says:

    555 นึกว่าจะมีคนเข้ามาช่วยอ่านเยอะ ตัวเองจะได้คอยอ่านแต่บทสรุปสบายๆเสียอีก โดนมุกย้อนศร อ.อิฐ เลย🙂

  3. maipatana Says:

    ผมคิดว่า Pallasmaa ได้พยายามที่จะอธิบายถึงความสามารถของสถาปัตยกรรมที่โดยเนื้อแท้แล้วเป็นสภาพแวดล้อมที่สามารถเปิดเผยความเป็น (Being) ของคนได้

    แต่การที่คนจะรับรู้ได้ถึงการเป็น (Being) ได้นั่น คนจำเป็นจะต้องรับรู้ถึงความสันพันธ์กับสภาพแวดล้อมก่อน

    ฉะนั้นแล้ว สถาปัตยกรรมควรที่จะเชื้อเชิญ เกื้อหนุนให้เกิดความสันพันธ์ต่อคน ไม่ใช่ในเชิงการใช้งานอย่างเดียว แต่เชิงการรับรู้ (perception) และไม่ใช่เพียงการมองเห็นอย่างเดียว แต่ทั้งตา หู จมูก กาย ลิ้น หรือเรียกรวมๆว่าร่าง (Body) อย่างที่เค้าบอกว่า “The building is in full resonance with your body, movements and desires.”

    แต่ในเชิงการออกแบบงานสถาปัตยกรรม ตัวสถาปนิกก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้น ตัวตนของสถาปนิกฝังอยู่ในงานออกแบบ แต่การทำความเข้าใจหรือรับรู้งานสถาปัตยกรรมของคนอื่นๆนั้น ย่อมไม่ได้เริ่มจาก 0 ไม่ได้เริ่มจากความว่างเปล่า แต่ละคนก็มีของเดิมกันมาอยู่แล้ว

    ฉะนั้นมันจึงเป็นแบบ 2 ทางมากกว่าที่สถาปัตยกรรมจะมี mode ของการรับรู้เดียวสำหรับทุกๆคน

    ความเป็นผู้คุมกฎของสถาปนิกจึงเหลือเพียงเป็นผู้นำทางอย่างเชื้อเชิญอย่างที่บอกว่า “The architect holds the occupant by hand, as it were, and narrates the specific existential situation.”

    แต่อย่างที่ข้างบนเค้าใช้คำว่า “reasonace” และมีอีกหลายจุดที่แสดงความสันพันธ์ของการออกแบบกับร่างในแบบตามเหตุผลนี้ อย่างเช่นที่บอกว่า “Instead of imposing its own aesthetic formalism, a meaningful building resonates with the landscape and situations of life.”

    ผมคิดว่าตรงนี้สำคัญมาก เพราะผมไม่คิดว่าเหตุผลตรงนี้คือเหตุผลแบบตรรกะ แต่เป็นในลักษณะของความสันพันธ์ที่สมควรจะสัมพันธ์มากกว่า หมายความว่ามนุษย์ควรมีความสันพันธ์กับสิ่งต่างๆ(สภาพแวดล้อม)อย่างไร ก็ออกแบบไปตามนั้น และเมื่อสถาปนิกไม่อยู่แล้ว คนที่มารับรู้พื้นที่ ก็จะหาความสันพันธ์นี้เจอได้

    ส่วนที่เหลือก็เรื่องการเอาแนวคิดไปทำงานจริง เค้าก็แนะนำว่าควรรักษาอุดมการณ์เอาไว้ และสถาปนิกที่ดีควรออกแบบให้เหมือนออกแบบให้ตัวเอง อย่าไปคิดว่าลูกค้าเป็นคนอื่น

    ซึ่งจริงๆจุดนี้ผมคิดว่าสาระมันอยู่ที่การรู้ limite ของการรู้ของตัวเองว่าเราไม่สามารถไปรู้ได้จริงๆหรอกว่าคนอื่นๆ หรือลูกค้ารู้สึกยังไง อย่าที่บอกว่า “I cannot divine how another person feels, I can only sensitize my own capacity of compassion. At the end of the design process the architect donates the house to the actual external client.”

    ฉะนั้นเมื่อรู้แล้วว่าเราไปรู้สึกแทนลูกค้าไม่ได้ อย่างน้อยๆก็เอาที่เรารู้สึกเพื่อเป็นหลัก จริงๆตรงนี้สอดคล้องกับวิธีที่ Peter Zumthor ใช้ในการออกแบบ ตอนแรกผมก็เคยคิดว่าทำไมมันถึงได้เอาตัวเองเป็น 0กลาง ขนาดนี้นะ แต่ก็เข้าใจมากขึ้นเพราะเค้าไม่ได้แยกเราเขา เรากับคนอื่น

    ภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกันคนเราไม่ได้รู้สึกเหมือนกันเสียทีเดียว แต่ก็ไม่น่าหนีกันไปไกลมาก


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: