พอดีเขียนคำนิยมหนังสือรวมทีซิส FACMU 2012 เลยเอามาลงที่นี่ด้วย (เขียนนาน) ฮ่า

 

“หากฉันพูดไม่เหมือนที่เธอคิด ฉันจะผิดไหม ?”

 

วิทยานิพนธ์ปีนี้เรียกได้ว่าเป็นวิทยานิพนธ์ที่ผมรู้สึกว่าผมเข้าไปมีความรู้สึกร่วมมากกว่าทุกปีเนื่องมาจากหัวข้อวิทยานิพนธ์ในกลุ่มของผมเองนั้นอยู่ในกลุ่มทฤษฎีที่ผมค่อนข้างให้ความสนใจ การเฝ้าดูงานวิทยานิพนธ์ในปีนี้นั้นจึงเหมือนการเฝ้าดูการค่อยๆปะติดปะต่อกันขึ้นของความคิด จากที่นักศึกษาไม่มีความรู้ใดๆ ในหัวข้อที่สนใจ จนถึงการสะสมความรู้และ และ ค่อยๆสร้างข้อโต้แย้งบางอย่างขึ้นมา และให้วิทยานิพนธ์เป็นตัวสะท้อนความคิดความเชื่อเหล่านั้นออกมาในงานที่พวกเขาออกแบบ เป็นงานชิ้นสุดท้ายก่อนจบออกไปจากโรงเรียนสถาปัตยกรรมแห่งนี้

 

สำหรับผม ผมไม่เชื่อว่าโรงเรียนสถาปัตยกรรมต้องเป็นสถานที่ซึ่งผลิตนักศึกษาให้กลายเป็น “สถาปนิก” ที่ออกไปสู่ตลาดแรงงาน เพื่อไปเป็นแรงงานในสำนักงานสถาปนิก เช่นเดียวกันกับที่ผมไม่เชื่อว่าวิทยานิพนธ์นั้นเป็นข้อสอบที่นำมาชี้วัดคุณสมบัติ “ความเป็นสถาปนิก” ตามนิยามที่สังคมพยายามมอบให้ วิทยานิพนธ์ทางสถาปัตยกรรมจึงไม่ได้เป็นตัวตรวจสอบมาตรฐาน ว่านักเรียนสถาปัตย์ที่เรียนมาห้าปีนั้น “เข้าเกณฑ์มาตรฐาน” หรือไม่ ชีวิตความเป็นนักออกแบบสถาปัตยกรรมไม่ได้จบลงเมื่อนักศึกษาจบปีที่ห้า เช่นเดียวกับการหาความรู้ที่พวกเขายังมีโอกาสและเวลาอีกมากมายในชีวิตที่จะเต็มเติมสิ่งที่ไม่รู้ และสิ่งที่พวกเขารู้สึกว่าขาด

 

สำหรับผมวิทยานิพนธ์จึงน่าจะเป็นพื้นที่สุดท้ายในการที่จะให้นักศึกษาได้รวบรวมความคิดทั้งหมดที่ผ่านมาตลอดห้าปีว่า แท้จริงแล้ว เขาเป็นใครในโลกของการออกแบบ เขาเชื่ออะไร และไม่เชื่ออะไร จุดยืนของตัวเขาในโลกของการออกแบบสถาปัตยกรรมนั้นอยู่ที่ใด  และ อะไรคือสถาปัตยกรรมของเขา

 

การให้คำปรึกษานักศึกษาของผมจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานที่จะพยายามทำให้นักศึกษาเข้ามาอยู่ในเกณฑ์กลาง และให้ระแวดระวังต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างเป็นสถาปนิกอาชีพ แต่ผลักดันพวกเขาไปที่สุดขอบของตัวพวกเขาเอง ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นคุณสมบัติที่ทำให้นักออกแบบสถาปัตยกรรม โดดเด่นแตกต่างกันในแต่ละคน

 

แต่เนื่องมาจากคนเราเชื่อไม่เหมือนกัน …

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องตรวจงานขั้นสุดท้ายนั้นจึงไม่ได้เป็นเพียงการวิจารณ์จากความเห็นส่วนตัวที่แตกต่างหลากหลายของเหล่าคณาจารย์เท่านั้น แต่มันยังเป็นการปะทะกันของอุดมการณ์ทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน การให้นิยามความหมายของสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน และความคิดความเชื่อในวัตถุประสงค์ของการเรียนสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน ความสับสน หวั่นไหวจึงเกิดขึ้นกับนักศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อต้องมาเจอการวิพากษ์ วิจารณ์ จากอาจารย์ที่มีอุดมการณ์ทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างจากตนเอง

 

จากสิ่งที่ผมเห็น ห้องตรวจงานวิทยานิพนธ์ขั้นสุดท้ายในปี พ.ศ. 2555 จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ในการนำเสนอความคิดและงานออกแบบของนักศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อสู้ช่วงชิงพื้นที่ระหว่างสถาปัตยกรรมกระแสหลักที่ยึดโยงอยู่กับมาตรฐาน ความเป็นมืออาชีพ กำลังในการผลิต และ สถาปัตยกรรมกระแสรองที่ยึดโยงอยู่กับการค้นหาแนวทางใหม่ในการออกแบบ การนำเสนอแนวทางใหม่ในการออกแบบตามสภาพทางสังคมและกิจกรรมของผู้คนที่เปลี่ยนไป รวมไปถึงความคิดเชิงปรัชญา และ สุนทรียศาสตร์

 

ผมไม่ได้ร้องขอให้ทุกคนมีความคิดเห็นแบบเดียวกัน ไม่ได้ขอให้ทุกคนมุ่งไปสู่การออกแบบสถาปัตกรรมในแบบกระแสหลักหรือกระแสรอง แต่ผมเพียงใคร่ขอให้ ทุกอุดมการณ์ทางสถาปัตยกรรมได้มีที่ยืนในโรงเรียนสถาปัตยกรรม ให้โรงเรียนสถาปัตยกรรมเป็นพื้นที่ ของการเปิดกว้างทางความคิด ให้โรงเรียนสถาปัตยกรรมเป็นพื้นที่ซึ่งสอนนักเรียนสถาปัตย์ว่า คำตอบในการออกแบบสถาปัตยกรรมไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว คำตอบในการออกแบบทางสถาปัตยกรรมมีแตกต่างหลากหลาย การออกแบบสถาปัตยกรรมนั้นไม่มีสิ่งใดถูกหรือผิด มันขึ้นอยู่กับตัวผู้ออกแบบเองเท่านั้นที่ต้องการให้มันออกมาเป็นแบบใด ด้วยความคิดความเชื่อแบบใด

 

ขอให้ความกระหายในความรู้ ความสงสัย และการโต้เถียง อยู่คู่กับนักศึกษาและอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตลอดไปครับ

 

ปัตย์ ศรีอรุณ

2 มีนาคม 2555

เนื่องจากมีโพสท์ของน้อง Waii ได้มาเปิดประเด็นไว้ใน FB ว่า

“เพราะอะไรเราจึง 1.จบมาไม่มีงาน

2.ค่าใบประกอบวิชาชีพก็ไม่มี (แต่ต้องสอบ เสียค่าสอบอีกต่างหาก)

3.สถาปนิกเป็นไงไม่มีใครรู้จัก

4.โดนต่อราคาค่าแบบ เพราะ??? (มีคุณคนนี้ เค้าขายแบบ 990 บาทเองนะ 55)” (เข้าไปดูแบบเค้าได้ครับ) http://www.house.banpatan.com/

จึงทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจตามมา คือ

(ผมไม่กล้าเมนท์คนอื่นมาใส่นะครับ กล้วเจ้าตัวจะว่า เอาเฉพาะของผมที่เขียนไว้โต้ตอบไปมา ถ้าอาจารย์และนศเห็นว่าอยากก๊อปมาตอบ วางได้เลยนะครับ

 

– log in มาเพื่อชวนคุยเพื่อการนี้เลย นะนี่ คำถามน่าสนใจหลายอย่างครับ 1.คำถามแรกคือว่า ทำแบบนี้ผิดจรรยาบรรณมั้ย ถ้ามันผิด ผิดยังไงครับ ถ้าเป็นเรื่องการตัดราคาค่าแบบ (หมายถึงว่า แค่ 990 บาท) แล้วมันผิดมั้ย 2. สำหรับผมที่ไม่ได้เป็นสถาปนิก ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ แต่ที่บ้านทำอยู่ ผมคิดว่าคนที่จ้างสถาปนิกคือคนที่มีเงินพอที่จะ จ่ายเพื่อซื้อสิ่งที่แตกต่างเท่านั้น คนที่ไม่มีเงินจะให้เค้าจ่ายในราคา 7.5% ของค่าก่อสร้างมันเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และถ้าเราบอกว่า การที่เค้ามาจ้างเรามันดีกว่า เค้าเอาแบบสำเร็จรูปมานั้น นอกเหนือไปจาก “ภาพลักษณ์” ความสวยงามที่แตกต่างกันแล้ว เจ้าของบ้านได้อะไร quality ของ space หรือ อะไรต่อมิอะไรที่เราร่ำเรียนกันมานั้น เจ้าของบ้านไม่เคยสนใจและไม่เคยถามถึงเลย …. (ต่อๆ)

 

– หลังๆ นี่ผมคิดเองว่า อาชีพสถาปนิกแบบโดดเดี่ยว กำลังจะตายลงไปเรื่อยๆ หมายถึงว่าน่าจะไม่มีคนมาจ้างแล้ว เพราะว่ามันไม่สะดวก ไหนจะต้องรอออกแบบ ไหนจะต้องรอติดต่อผู้รับเหมา ก่อสร้าง อีก การแยกเป็นส่วนต่างๆ ไม่น่าทำได้ในอนาคตแต่ต้องมาอยู่ในรูปแบบของ Design and Build หรือแม้แต่ทำบ้านขาย คือมองมันเหมือนเป็น Product ทางการตลาดอันหนึ่ง (ต่อๆ) – เพราะฉะนั้น 1. ถ้าย้อนกลับมามองสิ่งที่เกิดขึ้นในค่าแบบ 990 บาท นั้นมันผิดมั้ย ? ถ้าเค้ามุ่งไปที่ชาวบ้านที่อยากได้แบบบ้านที่มี requirement แบบที่เค้าต้องการ (ซึ่งคนเหล่านี้ไม่มีทางซื้อแบบในราคา 7.5% อยู่แล้ว และ 2. ค่าแบบที่เราเสนอแก่ลูกค้านั้น มันสะท้อนภาพความจริงทางเศรษฐกิจแค่ไหน ? (ได้ค่าแบบน้อยผมไม่ทำ เพราะผมคิดว่ามันเสียเวลาและไม่คุ้ม แต่ในขณะเดียวกันเจ้าของบ้านก็คิดว่า ค่าแบบ 7.5% นั้นมันแพง และไม่น่าจ้าง

 

– ระบบกลไกใด ที่จะแก่ปัญหาเรื่องเหล่านี้ เท่าที่ผมเข้าใจ office ใหญ่ๆ ของเชียงใหม่ เป็นระบบ Design and Build เกือบทั้งหมดนะครับ (ซึ่งมันขัดแย้งกับกฏของสมาคมว่าด้วยเรื่องการห้ามทำรับเหมาแต่ก็อ้อมแอ้มทำกันมานานมากแล้ว) – มันเป็นช่องว่างของจรรยาบรรณครับ ถ้าเป็นบริษัทสถาปนิก ทำไม่ได้ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นบริษัทรับสร้างบ้านทำได้ แต่ชวนคุยต่อว่ามันมีสองเรื่องน่าคิด ทำไมหมอเค้าสามารถตั้งค่าแรงขั้นต่ำของเค้าได้ (ไม่เคยได้ยินเรื่องหมอมาตัดราคาค่ารักษากันใช่มั้ยครับ ?) และข้อสอง หากมองในมุมมองแบบตลาดเสรี ทำไมผมไม่สามารถลดราคาค่าแบบของผมเพื่อแมสได้ มันผิดจริยธรรมยังไง ? มันเป็นเกณฑ์เพื่อพวกพ้องตัวเองรึเปล่าครับ .

 

– ชวนคุยด้วยครับ ว่าแล้วถ้าสมมุติว่า คนที่ออกแบบบ้านหลังนี้ไม่ได้เรียนสถาปัตย์มาละ อาจเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์มา แล้วเค้ามองว่ามันเป็น Product ตัวหนึ่งที่ขายได้แบบนี้ผิดรึเปล่าครับ บ้านที่ไม่ได้ออกแบบโดยสถาปนิก แล้วต้องทำตามจรรยาบรรณด้วยมั้ยครับ (ขนาดไม่ใหญ่ สถาปนิกก็ไม่ต้องเซ็นต์) – หมายความว่าถ้าไม่มีใบประกอบไม่สามารถออกแบบบ้านได้เหรอครับ อาจารย์ ?

22 กพ.(หรือ 23 กพ. 2554)

โดนขอให้เขียนอะไรลง Book Thesis ปีนี้

จำได้ว่าวันนั้น ยัง Jury  กันไม่เสร็จเลย แต่ว่าก็ได้เห็นผลงานในภาพรวมของวิทยานิพนธ์ ปีนี้แล้ว ซึ่งก็ไม่ค่อยผิดคาดจากวงซุปซิบในห้องพักอาจารย์หลายๆ ครั้ง ว่าเราน่าจะได้ผลงานวิทยานิพนธ์ที่”ใช้ได้”ในปีนี้ เพราะเห็นกันอยู่ว่ารุ่นสิบสองมีความ”บ้าพลัง”และ”ใส่ใจ”ในการทำงานออกแบบในระดับดี

กลับมาบ้านนั่งคิดอยู่นานว่าจะเขียนอะไรดี เพราะที่จริงก็มีอะไรหลายๆ อย่างอยากบอกและอยากคุยกับนักศึกษารุ่นนี้ที่เป็นรุ่นแรกที่ได้ตรวจ Port Folio และได้รู้จักพวกเขาผ่านทางผลงาน Port Folio ตอนก่อนที่จะรับเข้ามาเรียนในคณะฯซะอีก(พอดีเป็นกรรมการตรวจ  Port ในปีนั้น) และเชื่อไหมว่ายังจำได้อยู่เลยว่า Port Folio ใครหน้าตาเป็นอย่างไร สามารถเขียนถึงรุ่นนี้ได้ทั้งแบบฟูมฟายและแบบ  GTH (ฮ่า…)

ในที่สุดก็กลั่นกรองได้เป็นข้อความข้างล่าง

ขียนถึงวิทยานิพนธ์

เขียนถึงสถาปัตย์ มช. รุ่นสิบสอง

เวลา  5  ปีในโรงเรียนสถาปัตยกรรมอาจจะไม่มากพอที่จะเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะก่อร่างเป็นสถาปนิกที่ดี

แต่เวลา   5 ปี ก็มากพอที่จะทำให้ผู้เรียนเริ่มตั้งคำถามและสร้างสรรค์กระบวนการออกแบบเพื่อหาคำตอบทั้งที่เป็นระดับนามธรรมและกายภาพ

บางคำถามมีหลายคำตอบ และเราก็มักจะไม่รู้คำตอบที่ดีที่สุด จนกว่าจะตอบคำตอบที่แย่กว่าไปแล้ว  ด้วยเสียงอันดัง และบางครั้ง คำตอบของหลายๆ คำถามก็นำไปสู่คำถามอื่นที่ยากและซับซ้อนกว่า

วิทยานิพนธ์สถาปัตยกรรมหรือผลงานออกแบบชิ้นสุดท้ายในระดับปริญญาตรี ก็มักมีจุดเริ่มต้นจาก”คำถาม” แต่กว่าจะได้คำตอบเป็นผลงานออกแบบชั้นสุดท้ายนั้น ผู้ทำต้องผ่านการทดสอบหลายชั้นตอน และสิ่งที่ยากที่สุดอาจจะไม่ใช่การออกแบบ แต่เป็นการต่อสู้กับจิตใจและการสร้างตารางการทำงานที่ต้องพร้อมรับสถานการณ์ไม่คาดฝันมากมาย

หวังว่าการทำวิทยานิพนธ์ของรุ่นสิบสองจะเป็นหน้าต่างที่เชื่อมโลกแห่งทฤษฎีของการออกแบบและโลกทัศน์แห่งความเป็นจริง และวันหนึ่งในอนาคตเมื่อได้มองย้อนกลับมา ประสบการณ์ในการทำวิทยานิพนธ์ครั้งนี้ ทั้งความเหน็ดเหนื่อย ความลำบาก ความเสียใจและความดีใจ ตลอดจนสิ่งที่นักศึกษาค้นพบตลอดระยะเวลาของการทำงานจะเป็นสิ่งที่สร้าง”พลังใจ”ให้กับการทำงานในชีวิตจริงที่เรายังต้องตั้งคำถามและหาคำตอบเพื่อตรวจสอบตัวเองต่อไป

อนฏ  กิจนุกูล

หนึ่งเดือนผ่านไป

23 มีค.54

อ.สมชายเดินเอาหนังสือทีสิสเล่มแรกของคณะฯมาแจกอาจารย์ในห้องพักอาจารย์ เปิดดูแล้วก็รู้สึกดีที่คณะทำงานตั้งใจทำหนังสือเล่มนี้ขึ้น  นอกเหนือจากผลงานวิทยานิพนธ์ที่เห็นหลายๆ คนนำไปจัด  Plate ใหม่ ดูสวยและโปรฯ ทีเดียว(งานดูโปรฯ แต่เจ้าของงาน……) ยังมีกิจกรรมคณะฯ หลายๆ งานที่รู้ว่าตั้งใจใส่มาแทน”ความทรงจำที่ดี”ในเวลา  5  ปีที่ผ่านมา🙂

แต่เปิดไปเปิดมา..อ๊ะ! ไม่เห็นมีที่เราเขียนเลย..แอบงอน

ไม่ได้โทษใครนะคะ เพราะรู้ว่าการทำงานในระยะเวลาจำกัดมันก็พลาดกันได้

แต่ก็ยังอยากให้อ่านที่่อาจารย์เขียนให้อยู่ ก็เลยขอโพสต์ตรงนี้ให้อ่านตรงนี้แล้วกัน

เรียนเชิญเข้าร่วม นิทรรศการสตูดิโอสาม Process design 02

เชิญทุกท่านเข้าร่วมชมนิทรรศการ Process design 02 ในวันศุกร์ที่ 1 ตุลาคมนี้ เวลา 17.00 โดยประมาณที่ห้องนิทรรศการชั้นที่หนึ่งโดยมีผลงานของนักศึกษาเกือบร้อยชีวิตผ่านเจ็ดยูนิตในการสร้างกระบวนการออกแบบ พร้อมขนม น้ำ และสูติบัตรเป็นเล่มเอสี่ จำนวนจำกัด ไม่มาไม่ได้นะครับ !

ขอบคุณครับ

STUDIO 3

Facmu Experimental Design Competition

: New Lanna Space – พื้นที่ใหม่ในล้านนา

การประกวด

เมื่อสังคมล้านนาเปลี่ยนแปลงไป จากความเป็นสังคมชุมชน สู่สังคมเมืองที่เชื่อมต่อกับ “โลก” ความต้องการในการใช้งานพื้นที่ใหม่ๆ ที่ต้องตอบรับต่อรูปแบบการใช้ชีวิตแบบสมัยใหม่ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมล้านนา อาทิเช่น ร้านอินเตอร์เน็ต คาเฟ่, ร้านกาแฟ, ห้างสรรพสินค้า, Car care, ร้านตกแต่งขนสุนัข, ร้านเหล้า, Modern trade และอื่นๆ ได้เกิดขึ้น  โดยพื้นที่ใหม่ๆ เหล่านี้ไม่มีรูปแบบที่เคยมีมาก่อนในสังคมสถาปัตยกรรมล้านนา ทำให้เกิดคำถามว่า พื้นที่ใหม่ๆ เหล่านี้ น่าจะมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมอย่างไร จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับความเป็นล้านนาหรือไม่ และถ้าหากจำเป็นต้องเชื่อมต่อแล้ว สถาปัตยกรรมเหล่านั้น จะมีกระบวนวิธีคิดที่เชื่อมต่อระหว่างความเป็นรากฐานของความเป็นล้านนาอย่างไรที่ไม่ตายหยุดนิ่ง แต่ยังมีชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ในสังคมล้านนาปัจจุบัน

การประกวดแบบนี้เป็นการประกวดแบบเชิงทดลองโดยให้นักศึกษาออกแบบพื้นที่ใหม่ในสังคมล้านนาร่วมสมัย ซึ่งต้องมีรายละเอียดในการนำเสนอดังนี้ ต้องเป็นการหยิบหยก 1. สถานการณ์และกิจกรรมใหม่ๆที่เกิดขึ้นในสังคมล้านนาในปัจจุบันขึ้นมาเป็น Program ในการออกแบบ โดยนักศึกษาสามารถ สร้าง Program ใหม่ขึ้นมาด้วยตนเองหรือหยิบยก Program ที่มีอยู่ในแล้วในสังคมล้านนาร่วมสมัย 2.  การนำเสนอกระบวนวิธีคิดเชิงสถาปัตยกรรมของการเชื่อมต่อระหว่างความเป็นรากฐานของล้านนาเข้าสู่พื้นที่ใหม่ในสังคมล้านนา

การนำเสนอเป็นการนำเสนอลงบน Plate A1 ไม่เกิน หนึ่งแผ่น ติด Future board แข็ง ไม่จำกัดการนำเสนอ สามารถเขียนมือหรือคอมพิวเตอร์ได้แล้วแต่ตามความถนัด ติดชื่อ ชั้นปี เบอร์โทรศัพท์ ไว้ด้านหลังเพลทการประกวด และแผ่น CD ไฟล์ผลงานโดยนักศึกษาจะต้องใช้กระเบื้องหลังคา Concrete โดย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและเลือกประเภทกระเบื้องได้ที่ http://cpacroof.com/

ผู้สามารถเข้าร่วมแข่งขัน

นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทุกชั้นปี

คณะกรรมการ

คณาจารย์ สตูดิโอสาม (Contemporary Architectural Studio)

และ อาจารย์รับเชิญพิเศษจากสตูดิโออื่นๆ

รางวัล

รางวัลที่หนึ่ง 6,000 บาท หนึ่งรางวัล และประกาศนียบัตร

รางวัลที่สอง 4,000 บาท สองรางวัล และประกาศนียบัตร

รางวัลที่สาม 2,000 บาท สามรางวัล และประกาศนียบัตร

นักศึกษาที่เข้าร่วมทุกท่านจะได้รับรางวัลของที่ระลึก

Sponsor:

บริษัทกระเบื้องหลังคา CPAC จำกัด

วันเวลาส่งผลงาน

จันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2553 ภายในเวลา 17.00 น ที่ห้องพักอาจารย์ชั้นล่าง โต๊ะ อาจารย์ปัตย์ ศรีอรุณ ตรวจผลงานเวลา 13.30 น. – 17.00 น. วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม 2553

ประกาศผล

ทางโทรศัพท์ และ Studio spaces ในวันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม 2553

และมอบรางวัลในงานเปิด Lecture Series ครั้งแรกของช่วงเทอมที่สองของการเรียน

หากมีข้อสงสัย โปรดติดต่อ patt@arc.cmu.ac.th

ไหนๆ ก็ต้องเขียนอยู่แล้ว ก็เลยทำให้เป็นประโยชน์ขึ้น โดยการเอามาใส่ในนี้ดีกว่า เผื่อใครอยากมาดูว่า เค้าจัดเพลทกันยังไง เทพแค่ไหน คนไหนกาก ! ฮ่า ใครอยากส่งมาให้ผมลงเพิ่มแท๊กผมมาที่ FB ได้เลยนะครับ อันนี้เท่าที่รวบรวมได้ในเวลาจำกัดอาจจะซัก แปดสิบเปอร์เซนต์แล้วหละ (ส่วนถ้าใครผมลงเครดิตไม่ครบ มาเติมมาบอกกันได้ครับ)

1. ประกวดแบบบ้านชนบทบูรณาการภาคกลางของศิลปากร เราส่งไป สองสามทีม ไม่ได้ซักทีม แต่ว่า เพลทงาม เป็นที่น่าประทับใจ (มีอีกทีมหนึ่ง หาไม่เจอ)

อันนี้ของ ปลากับรุณย์

อันนี้ของวิทย์กับองุ่น

อันนี้ของหลุยส์กับบุ๋น

2. ประกวดแบบบ้านบูรณาการ ภาคเหนือ และ อิสาน อันนี้ผมส่งเอง (ฮ่า) จัดโดยราชมงคล ภาคพายัพ และ ราชมงคลศรีวิชัย ตามลำดับ

ภาคเหนือ (ชนะเลิศ)

อันนี้ภาคใต้ (รองชนะเลิศ) (แพ้เด็กมัธยม) T-T

3. ประกวดแบบอาษาล้านนา เราได้สามรางวัลแหนะ

ชนะเลิศ โดย ไนท์ พังพอน และเฟียง

รองชนะเลิศ โดยบุ๋น

สมควรเผยแพร่ โดยหลุยส์

4. บ้านเหล็ก จำได้ว่ามาถามหลายคนแล้วชิ่งไป ก็หลายคน ! อันนี้ของบุ๋นและหลุยส์ที่ได้ทำ

5. และแล้วก็มาถึงช่วงปิดเทอมที่ต้องส่งวิทยานิพนธ์ ได้ข่าวมาแว่วๆ ว่า หนึ่งในห้าของวิทยานิพนธ์ที่เราส่งไปอาจจะได้รางวัล งานของพี่เท่ง (ยังไม่ยืนยันนะ)

5.1 ระหว่างนั้นเราก็มีข่าวดี ได้ประกวดแบบบรรจุภัณฑ์ขนมไทย อีกหนึ่ง ! เพื่อนร่วมทีมมากมาย คงได้อ่านกันใน Newsletter ไปแล้ว

6. หลังจากนั้นก็มาเริ่มที่เทอมนี้กัน ประกวดแบบ JA 2010ที่เราส่งไปประมาณห้าทีม เอามาให้ดูบางส่วนฮะ

แบบของอาจารย์สันต์

แบบของเรียว

แบบของ กิฟท์

แบบของเคนนี่แห่งเซาท์ปาร์ค

แบบของอาร์ม

7. หลังจากนั้น เราก็เข้าสู่ศึกหนักบ้านและสวนกัน มีการระดมส่งจากหลายชั้นปี สาม สี่ ห้า และ ที่ได้ไปคือพี่กุ้งเต้นและพี่ยิ่ว ! ได้รางวัลชมเชยซึ่งถือว่าสุดยอดมากเพราะว่า มีแค่สี่รางวัลคือ ชนะเลิศและชมเชยสามรางวัล

มาดูของคนอื่นๆ ที่ส่งไปกันบ้าง ของหน่อยและเทญ่า สวยๆ

ต่อด้วย หลุยส์ และ บุ๋น

และของผมและเท่งที่กอดคอกันตกรอบ !

8. และก็มาถึง TOA ที่ทุกคนส่งกันไปเพียบ คนที่ได้มีสองทีมเข้ารอบสี่สิบทีมสุดท้ายคือ เดียว, มอไซด์ และ ใครอีกคนหว่า (นายณัฐพงษ์ ปัญญาคม นายกิติกร แก้วโพธิ์กลาง นายอุฬาร ปัญจะเรือง)

และอีกทีมก็คือ ไนท์ และ จุ๊บ

ส่วนผลงานบางส่วนที่ไม่ได้ ลองเข้าไปดูข่างล่าง มีเยอะเหมือนกัน

– ก็หมดแล้วสำหรับเทอมนี้ ยังมีที่รอทำอยู่คือ SCG จะมาวันพุธหน้า พร้อมให้เราจัดประกวดแบบภายใน รางวัล แจกกันเอง ยิ่งใหญ่แน่นอน อย่าพลาดมาฟังโจทย์กัน 10.00 ห้อง lecture นะ และยังมีอีกมากมาย 22m และอื่นๆ สำหรับใครที่สนใจทำประกวดแบบมาคุยกับผมได้ พร้อมกับมีการสนับสนุนค่าปรินท์ในผลงานที่คุณภาพดีด้วยละ

– ได้ไม่ได้ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือได้ทำ ได้คิด ได้ลอง ได้รู้ว่าเราเป็นใครในโลกนอกมหาวิทยาลัยของเรา และเท่าที่โพสท์ๆมาถึงแม้เราไม่ได้รางวัลยิ่งใหญ่ ระดับอินเตอร์ในวันนี้ แต่เราก็ตั้งใจส่งกันนะ ตั้งใจส่งกันต่อไป ถ้าส่งไปเรื่อยๆ มันก็ต้องได้สิน่า ! มาทำประกวดแบบให้เป็นวัฒนธรรมอันดีของคณะดีกว่านะ !

PS

TOA Contest by Gift

สิงหาคม 27, 2010

. . . ปัจจุบัน ผู้คนมองหาความสงบ และความสุขทางใจมากขึ้น 3rd Space ก็คือ สถามที่ปฏิบัติธรรม และได้ Concept มาจาก “คติจักรวาล” และสัญลักษณ์ทางศาสนา โดยโทนสีที่เลือกใช้คือ สีโทน Hydro ที่ให้ความรู้สึกสงบที่สุด

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 25 other followers