จากหน้า FB คืนหนึ่ง ว่าด้วย หนัง ห้องเรียนเสมือน และอื่นๆ
สิงหาคม 2, 2010
ก่อนอื่น เพื่ออรรถรสขอคงภาษาไทยแบบกระทรวงวัฒนธรรมไม่ชอบไว้เพื่อความมันส์ในการอ่าน และความสดของภาษา ผมคิดว่าบางประเด็นที่คุยกันมันชวนสนุกครับ ! ข้อความทั้งหมดมีการตัดทอนนะครับ เนื้อหาอาจไม่ได้ต่อเนื่องกันทั้งหมด ตามประสา FB
———————————————————————————————————
SS: เปิดสตูสอนกันใน FB เลยดีป่ะ หรือวิชาเลคเชอร์ ใช้พิมพ์สอนเอา เก๋ดี ไม่ต้องเรียนเช้าแล้ว เปิดเลยดีก่า Postmodern สุดๆ อิอิ
BK: เริ่มบรรเจิดตาม อ. สันต์ คือ ตอนนี้เราให้ นศ.ทำ FB กลุ่มตัวเองแล้วก็เราจะแวะเข้าไปคุยด้วย (ที่จริงเข้าไปมั่ง ไม่เข้ามั่ง) แล้วมันมีปัญหา เรื่องการตั้งค่า public / private เพราะ นศ.ก็ยังไม่เคยทำ ทำให้คนที่จะเข้าไปดูงานได้คือคนที่เป็นสมาชิกของกลุ่มเท่านั้น แต่ถ้าจะทำจริงจัง แล้ว set ให้คนนอกเข้าไปดูได้ ทีนี้ก็จะสามารถตรวจงานข้าม studio กันได้ ดีมั้ยๆ
PS :กลับมา Studio diary ผมจะให้กลุ่มของผมเข้าไปใน studio space แล้ว เขียนถึงงานของเขาเป็นช่วงๆ แล้วเราจะตรวจกันในนั้นครับ ! ตอนวันจันทร์ และ ศุกร์ เพราะว่าเนื้องานมันเป็นเรื่องหนังด้วยครับ ! ว้าวๆ เพราะฉะนั้น กระบวนการมันก็ได้แสดงตัวออกมาให้เราเห็นได้ ว้าวๆ เจ๋งๆ ชอบๆ กริ๊ดดดดดด แล้วเราก็ตรวจงานจากที่บ้าน !
SS: ผมว่าการอ่านภาษาจิกกัดด้วยเสียงที่เกิดขึ้นในหัวของเรามันอ่อนนุ่มกว่าเสียงจริงที่ออกมาละมั้ง (สัญวิทยาเข้าสิง เป็นการเริ่มบทเรียนแรกเลยม่ะ) และถ้าส่วนของปรากฎการณ์วิทยา การผสานเส้นขอบฟ้าและการตีความเนี่ย มันจะเกิดขึ้นภายในโลกของ FB นี้ได้ไหมนะ
BK: เออ..กำลังคิดเหมือนกัน เพราะ final project ของปี2 จะเป็น multiple boxes กำลังคิดว่าจะใช้ theme “narrative boxes” เหมือนกัน อ.สันต์มีบทความหรือหนังสือแนะนำมั้ยคะ ที่เขียนเมื่อกี๊คือตอบของ อ.ปัตย์เรื่อง Film นะ แต่ของเรายังคิดอยู่ว่าจะจำกัดขอบเขตแค่ไหน Film อาจจะยากเกินไปสำหรับเด็กปี2 อาจจะเป็นแค่การตีความ artworks หรือเพลงก็ได้
PS: อันนี้เริ่มเป็นปัญหาแล้วเห็นมั้ยครับ เพราะว่าไม่รู้ว่าใครพูดกับใคร ถ้าจะมาเขียน @ ตลอด มันก็ไม่ทันใจ และอีกอันคือเรื่องลำดับ แต่ถ้าไม่ได้สนใจเรื่องลำดับเวลา ปล่อยให้มันเป็นเพียงการกระเพื่อมของผิวหน้า เราจะแคร์อะไร ปล่อยเบลอกันเต็มที่ ! ของผมใช้ Film เป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อสู่สถาปัตยกรรมเฉยๆ หนะครับ คงไม่ได้เป็นตัววัตถุที่ศึกษาคือให้เด็กๆ ลงไนท์บาซ่าร์แล้ว หยิบหนังที่เค้ารู้สึกขึ้นมาเป็นตัวต้นในการแตกเป็นสถาปัตยกรรมต่อไป หวังว่าคงไม่มีหว่องนะ จะกริ๊ิดให้สลบ ! อีกอย่างคือมันมี Space ให้เราคิดครับ ความคิดเราได้ศัพท์กว่า นั่งคุยกันจริงๆ เสียอีก (หรือมันเป็นผมคนเดียว) (รู้สึกว่าทุกคนทอดทิ้งผมไปแล้ว …)
BK: ที่จริง เรื่อง film นี่น่าสนใจค่ะ อยากมีเวลาอ่านให้มันลงลึกๆๆๆๆๆ เหมือนกัน แต่…. ช่างแต่..มันเถอะ..ช่วงเทอมหนึ่งของปี2 นี่เป็นช่วงที่พูดถึงเรื่องการตีความ การแปลความหมายจากภาษาบ้าง Visual elements บ้าง มาเป็นองคNประกอบทางสถาปัตยกรรมไง..สอนยากนะเนี่ย..แล้วก็มักจะถูกมองว่ามันไม่จำเป็นเสมอๆ
มาตอบอีกทีก่อนหนีไปเหมือนกัน อันนี้จะตอบให้เข้ากับpaper อ.ปัตย์ด้วย ที่จริงคนคิด Facebook อาจจะตั้งใจทำให้มันคือ public space ดังนั้นการรู้ตัวของคนที่มาตอบจากรูป Avatar ก็อาจจะพอแล้ว แต่มนุษย์ซับซ้อนกว่านั้น ไม่เพียงแต่อยากตอบเรื่องตามต้นpost ก็ยังสามารถแตกประเด็น เบี่ยงประเด็นไปตามธรรมชาติของการสื่อสาร แถมยังมีเฉพาะเจาะจงอีกว่า จะตอบใคร ถ้ามีคนคิด facebook ขึ้นมาใหม่ มันอาจจะเป็นหน้าย่อยๆ เหมือนจานสีในหน้าเดียวกันก็ได้นะ ว่าจะคุยกับใคร ตอบใคร ในขณะเดียวกันก็เห็นว่าคนอื่นคุยประเด็นอะไรอยู่กับใครบ้างในเรื่องนี้ โห..คิดแล้วคูลนะเนี่ย คูลมั้ย คูมั้ย
PS: ภาษาอินเตอร์เน็ตมันเรียก Dynamic link ครับ แบบว่า เชื่อมต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ และมันยังมี related search อีกครับ ! คือคำเดียว เชื่อมไปสู้คำที่อาจจะใกล้เคียง ว้าวๆ มันเป็น องค์รวมมากๆเลยนะครับ +
นิดๆหน่อยเกี่ยวกับ FB และ new social space
กรกฎาคม 25, 2010
คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ หรือเป็นการเปิดประเด็นให้มาคุยกันนะครับ เกี่ยวกับ FB และ New social space โดยเอามาจาก FB สดๆ เลยครับ !
BK: ไม่อยากลองศึกษา Virtual ฟาร์มมั่งเหรอ เราว่าโลกของฟาร์มวิลล์และคนเล่นฟาร์มวิลล์เนี่ย น่าสนใจ เดี๋ยวนี้ไปไกลขนาดเปิดสปาในฟาร์มกันแล้วนะ
PS: ผมเขียนเปเปอร์ไปเรื่อง ข่วงเฮือนกับ FB ผมเปรียบเทียบการทำเกษตรของ FB เป็นเสมือนระบบเลี้ยงชีพเช่นเดียวกับชาวเชียงใหม่สมัยก่อนครับ มันทำให้เกิด Space ที่ซ้อนทับระหว่าง พื้นที่ปฎิสัมพันธ์กับพื้นที่ทำงาน คล้ายๆ กับที่อาจารย์เล่นฟาร์มวิลล์ไปและทักทายคนนู้น คนนี่ไปด้วย … จริงๆแล้วคนเราเหงานะครับ …
BK: อือมม ก็ไม่เชิงเหงานะ คนเราขี้เกียจมากกว่า ถ้าเหงาจริงยกหูโทรศัพท์คุยหาเพื่อนมันหายเหงากว่านะ แต่บางทีที่เล่นๆ เนี่ย เล่นหลังเลิกงาน มันขี้เกียจเกินกว่าจะไปทำอะไร
PS: ผมว่ามันเป็นปฎิสัมพันธ์แบบเป็นธรรมชาติคือ ต่างคนต่างทำไปแล้วก็ยังคุยกันไปด้วย สังเกตมั้ยครับว่าคนเล่น FB นี่ส่วนใหญ่อยู่ในเมือง ในห้องคนเดียว ไม่ค่อยเห็นคนที่มีครอบครัวแล้ว เล่น FB แบบหนักๆ เลย ? (พยายามรักษา theme Wong Ka Wai ไว้ทุกขณะจิต)
BK: ว่าจะค้านหลายทีแล้ว ว่าเราว่าข่วงเฮือนกับ Facebook มันไกลไปอะ เราว่าพื้นที่ใน facebook มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามกลุ่มคนที่เข้ามาสนทนาด้วย อย่างเวลาคุยกับเด็กๆ ที่คณะฯ ก็จะอารมณ์เหมือนหยุดคุยกันตามทางเดินในคณะ แต่อย่างกับอาจารย์ปัตย์นี่ก็จะคุยจริงจังกว่า อาจจะเหมือนชวนกันไปนั่งร้านกาแฟไง..ตามสไตล์อาจารย์ปัตย์
หรือว่าเราไม่มีประสบการณ์กับข่วงเฮือน ไม่รู้จริงๆ แล้วเค้าใช้พื้นที่ทำอะไร
PS: อาจารย์หมายถึงว่าพื้นที่ใน FB มันมีลักษณะของพื้นที่ ที่ไม่หยุดนิ่ง แต่ถูกฟอร์มไปตามกลุ่มคนที่เข้ามาร่วมสนทนาในช่วงนั้นๆ ในขณะที่ข่วงเฮือนมันมีลักษณะที่ถูกฟอร์มมาตายตัวใช่มั้ยครับ เด็ด ! น่าสนจายยย
BK: อย่างงั้นปะ.. เพราะภาษาที่ใช้กับคนแต่ละกลุ่มก็ไม่เหมือนกัน เช่น เพื่อนสมัยประถม เพื่อนสมัย ม.ปลาย เพื่อนมหาลัย หรือคนที่อยู่ๆ เราก็ไปแอดเค้าเพราะอยากรู้จัก
PS: ข่วงเฮือนมันก็ไม่ได้เป็นพื้นที่ตายตัวนะครับ แต่พอดีว่ามันมี เจ้าของอยู่โดยมีระบบอาวุโสเป็นกลไกในการควบคุมให้พื้นทีเกิดกิจกรรมหรือไม่เกิดกิจกรรมอะไร แต่ใน FB มันไม่มีกลไกทางสังคมในเรื่องอาวุโสหรือการเชื่อมต่อกันในเชิงอื่นๆเท่าใดนัก …
PS: มาถกด้วยกันมั้ยครับ ม่วนๆ อาจารย์ว่า Space ใน FB มันเปลี่ยนไปตามผู้สนทนาเหมือนที่อาจารย์อิฐว่ามั้ยครับ ? (จริงๆผมหลอกให้ทุกคนพูดเพื่อเอาไปลง STSP และเขียน Paper !)
AA: space มันคงเปลืยนไปตลอดนะครับแต่จริงๆแล้วคงขึ้นอยู่กับuserด้วยเหมือนกับuserกำหนดขนาดของและระยะห่างของ space เอง โดยหลายๆวิธีการอาทิโดยการเปิดเผยข้อมุล ถ้าเปิดมากระยะก็ประชิดกัน ถ้าห่างก็คือไม่เปิดมาก แต่จริงๆแล้วผมว่าบางครั้งความสัมพันธ์ใน cyber space ก็ขนานไปกับโลกแห่งความจริงนะครับ เหมือนบางครั้งถ้าเราเจอตัวจริงของคนที่เราโพสความเห็น เราอาจไม่กล้าที่จะคุยเหมือนใน FB ก็เป็นได้นะครับ
PS: อันนี้ก็น่าสนใจครับ แสดงว่าใน FB ก็มีการถอยห่างของระยะ แต่เกิดจาก การแสดงท่าทีของการพูด กิ๊วๆ คู จ้าบๆ เรื่องนี้ก็น่าสนใจนะครับตัวตนของเราใน FB กับ เมื่อเราเจอคนนั้นจริงๆ ผมพบบ่อยๆว่าท่าทีแตกต่างกัน บางทีอาจจะเพราะว่า การเจอกันซึ่งๆหน้า ดูจะซับซ้อนกว่าใน FB
Facmu talks 01 video : เราจะตัดสินคุณค่าสถาปัตยกรรมได้ยังไง
กรกฎาคม 19, 2010
เป็นเวอร์ชั่นทดลองอยู่นะครับ เพราะว่าคนถ่ายก็เดินไปทำนู้นนี่ แบทก็จะหมด ฮ่า จริงๆ อัพไว้ยูทูปตั้งนานแล้ว แต่ว่าไม่ได้เอามาขึ้น ใน ที่ว่างแห่งห้องปฏิบัติการซะที อิอิ
mixed reality
กันยายน 27, 2009
ขออนุญาติเปลี่ยนประเด็นในการเขียนเพื่อให้มีพลวัตรใน blog เล็กน้อยนะครับ ;])
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมกำลังสนใจเป็นอย่างมาก อยากแลกเปลี่ยน เชิญชวน ท่านๆ ที่สนใจเรื่องอะไรแบบนี้มาช่วยกันเขียน
มาช่วยกันปลอกเปลือก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อ.ถ้วน ;]) ที่ดูเหมือนจะเป็นผู้เชียวชาญโดยตรง ;])
เรื่องที่สนใจก็คือการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีต่าง มันส่งผลยังไงต่อ การรับรู้ความจริงของเรา ตัวตนของเรา โลกของตัวเรา
สำหรับผมคิดว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นตอนนี้คือ มันเกิดการซ้อนทับของเลเยอร์ใหม่ๆในชีวิตของคน (กลุ่มหนึ่ง) ซึ่งกำลังขยายตัวออกไปเรื่อยๆ
นั้นคือ กลุ่มคนที่ความจริงถูกสร้างจากสื่อ + ประสบการณ์ทางกายภาพ + เครือข่ายที่เชื่อมต่อกันทั้งโลก
นั้นคือโลกที่เกิดขึ้นไม่ได้ประกอบขึ้นจากประสบการณ์ทางกายภาพในชีวิตประจำวันเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
รอยต่อระหว่างโลกกายภาพกับโลกเสมือนกำลังเบลอเข้าหากันเรื่อยๆ และสิ่งที่อยู่ในโลกเสมือนนี้มีผลต่อเรามากพอๆกับโลกกายภาพขึ้นเรื่อยๆ เช่น ทวิตเตอร์ของนักการเมืองดัง, ภาพข่าวที่น่าตื่นตระหนกจากอีกซีกโลก, facebook ของเราเอง, hi5 อะไรอีกมากมาย
ความจริงที่ผสมปนเปกำลังเกิดขึ้น โดยมี digital media devices ต่างๆ ทำหน้าที่เชื่อมโลกกายภาพและโลกเสมือนให้ประกอบเข้ามาอยู่ด้วยกันอย่างแนบแน่น
ดาราสามารถทำการ “ทะเลาะ” กันผ่าน โลกเสมือนได้
สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ส่งผลยังไงกับที่ว่าง และสถาปัตยกรรมบ้างครับ ?
ฝากมาให้ดูกันเล่นๆ ไอ้ตัวหนอนน้อยขาวๆนั้นผมชอบมันมากเลย!
อ้อ ถ้าอยากอยู่ในโลกเสมือนตลอดเวลา อย่าลืมเลือกคนที่บอกว่าจะติดอินเตอร์เน็ตไร้สายทั้งเมืองนะครับ
เราจะได้อัพ FB กันได้แม้ในห้องน้ำของปั้มน้ำมัน (ฮ่า) !
PS