ขออัพรูปก่อน เอาบรรยากาศเดี๋ยวผลงานเรียนวันนี้ว่ากันอีกที (อันนี้กล้องที่ผมถือนะครับ)
DSC05307
ตื่นมาแต่เช้า ไปเอาสูจิบัตรที่ซีร๊อกไว้ (ร้านซีร๊อกไม่เติมตัว T ใ้ห้จริงๆด้วย) (ฮ่า)
DSC05320
บรรยากาศการตรวจช่วงเช้าเป็นไปอย่างเข้มข้น
DSC05412
การสรุปงานเวลาประมาณ 18.00 น
DSC05404
ซึ้งมากมีเสียน้ำตา ;[)
DSC05419
ขนมหน้างาน โดนัทอร่อยมาก
DSC05423
อาจารย์ต้อมกำลังจะเดินเข้าไปในงาน !
DSC05426
ต้องไปเจอเธอคนนี้ !
DSC05427
ยังร่ายมนต์เสน่ห์ไปทั่ว !
DSC05428
นิทรรศการ
DSC05430
หนังสือรวมงานแจกฟรี!
DSC05443
ดูงาน ๆ
DSC05445
อ.สันต์ (และเจ้าป้ามันตามมาทุกรูป)
DSC05450
เซเลปสนทนา
DSC05455
ส่วนนิทรรศการรวม
DSC05446
เหล่าผู้มีหัวใจบริการ
DSC05451
อาจารย์สตูดิโออื่นก็มานะครับ
DSC05454
อาจารย์เซเลปอีกท่านหนึ่ง
DSC05458
เซเลปอีกท่าน ที่มาร่วมงาน
DSC05435
เหล่าแอดไวซี่ของเรา
DSC05457
สตีฟผู้ตั้งใจและจ่อยผู้รักสถาปัตยกรรมล้านนา ;])
DSC05460
ยะฮู้
DSC05422
ขอบคุณทุกคนมากนะครับ ที่ร่วมเหนื่อย ร่วมจัด ร่วมเรียนกันมา ;])
เดี๋ยวรูปอื่นๆจะเอาไปโหลดใน picasa (ยังใช้ไม่เป็นขอไปดูก่อน)

ส่วนใครยังไม่ได้ไปดู เชิญนะครับ

“ความเป็นล้านนานั้นเป็นคำถามใหญ่ของสตูดิโอที่ดูเหมือนว่าจะถูกตอบมาแตกต่างกันไปตามความคิดความเชื่อของแต่ละ Unit และปัจเจกบุคคล ของนักศึกษา การกระแทก/กระทั้น/กระทบกันในขอบเขตของความคิดที่แตกต่างที่เกิดขึ้นตลอดเวลาของการทำงานของนักศึกษาที่แอบไปอัพข่าวสารใหม่ๆของกลุ่มอื่นๆ เมื่อพวกเขาพบว่าสิ่งที่เขาเรียนกับอาจารย์ท่านหนึ่งนั้นแตกต่างจากอาจารย์ท่านหนึ่งโดยสิ้นเชิง ! คำถามถึง “แนวทางที่ถูกต้องของความเป็นล้านนา” “ออกแบบยังไงให้ได้ใจอาจารย์” เป็นสิ่งนักศึกษาล้วนพยายามตั้งคำถามและติดตัวพวกเขามา เมื่อการเรียนไปเกินครึ่งทางผมสังเกตเห็นว่าคำถามเหล่านี้ ได้เริ่มเบาบางไปในความคิดของนักศึกษา พวกเขาเริ่มเข้าไปในพื้นที่ของความคิด พวกเขาเริ่มสนุกกับมัน และไม่ได้สนใจอีกต่อไปว่า ล้านนาของเขาจะเหมือนล้านนาของเพื่อน หรือ ล้านนาของเขาจะถูกใจอาจารย์ผู้สอนหรือไม่ แต่พวกเขาเริ่มตามหาสิ่งที่เป็น “ล้านนาของฉัน”

ในที่สุดสี่เดือนผ่านไป ผลงานที่ท่านเห็นอยู่ในเล่มนี้เป็นผลงานครึ่งหลังของนักศึกษาที่สำหรับผมมีความพอใจเป็นอย่างยิ่ง นักศึกษาหลายคนก้าวกระโดดจากผลงานชิ้นแรก แสดงสถาปัตยกรรมล้านนาของพวกเขาออกมาด้วยความมั่นใจ ภาษาที่ชัดเจนไม่อ้อมแอ้มและประนีประนอมอีกต่อไป พวกเขาได้เรียนรู้ว่าในฐานะนักออกแบบนั้น ตัวของพวกเขาเองเท่านั้นที่พวกเขาต้องเชื่อมั่น ไม่ใช่เสียงของอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์กลุ่มอื่นๆ หรือเสียงของใครทั้งสิ้น”
(บางส่วนจากบทนำ สูจิบัตร)

ขายของมาก!

PS

COVER EXHIBITION FRONT copy
20090915_191333

เมื่อกี้ก่อนกลับเห็นห้องนิทรรศการเปิดไฟอยู่เลยเดินไปดู นักศึกษาปีสี่จำนวนมากกำลังจัดนิทรรศการอย่าขมักเขม้น (เขียนงี้ป่าว) เลยคิดว่าถ้าไม่มีใครมาดูนิทรรศการของพวกเขาเลยคงเศร้า เลยขออนุญาติอีกสักครั้งโปรโมทครับ

นิทรรศการ Lanna Architecture Design Studio วันที่ 18/18 เวลา

ใครที่มาชมในพิธีเปิดจะได้รับ สูจิบัตร เป็นบันทึกงานและการเรียนการสอน ของสตูสี่ ความหนาร่วมห้าสิบหน้า ที่มีปกแบบข้างบน โดยในเล่มจะมีทั้ง คำวิจารณ์จากอาจารย์ ไดอารี่ของแต่ละยูนิต งานของนักศึกษา เราทำแจกเพียงสี่สิบชุดเท่านั้น (นอกนั้นเราแจกนักศึกษาและอาจารย์ในสตูของเราเก็บไว้เอง ฮ่า) นศ ชั้นปีต่างๆ อาจารย์ท่านไหนสนใจ เชิญเลยครับ

มีอารมณ์เหมือนปาร์ตี้เล็กๆ ด้วยครับ อาหารเพียบ!

รายงานสดจากห้องกระจก ตอนที่หนึ่ง (มีสองตอน)
*ความคิดเห็นผมล้วนๆ คนอื่นอาจเห็นต่างออกไป
เราเปิดด้วยงานของเหลียว น่าทึ่ง!
พยายามพูดถึงปรากฏการณ์ของแสงประดิษฐ์และแสงธรรมชาติ
ในการทำให้เกิดการเคื่อนไหวและพยายามเชื่อมต่อมาที่ภาพยนต์ (โครงการของเธอเกี่ยวกับภาพยนตร์)
การออกแบบเชิงสถาปัตยกรรม ความเข้าใจในที่ว่าง การเชื่อมต่อระหว่างอาคารเก่าใหม่ เส้นสาย ทุกอย่างลงตัวหมด
น่าชมเชย !!! น่าเสียดายที่ความคิดเรื่องแสงยังไปต่อไม่สุด ถ้าคิดเรื่องแสงแบบเป็นเรื่องเป็นราวกว่านี้ เราอาจเห็นสถาปัตยกรรมที่นำแสงมาเป็นจุดเริ่มต้นของการวูบไหวพาผู้คนเข้าไปสู่โลกของสถาปัตยกรรมแห่งภาพยนตร์
ต่อมาเป็นของงานของปองธิดา (ขออภัยบางคนจำชื่อ “แปลกๆ” ได้บางคนจำชื่อ “เป็นทางการ” ได้ ฮ่า)
คุณภาพของโปรดักชั่น ความตั้งใจ รายละเอียดในความคิดไม่มีอะไรต้องติกัน ปองธิดาพยายามเอาเรื่องน้ำ เข้ามาเกี่ยวข้อง
น้ำแห่งการบำบัด น้ำแห่งชีวิต แต่ดูเหมือนว่าน้ำที่ว่านี่ยังไม่ได้ถูกขยายผลในความคิดและมุมมองของปองธิดา
มันจึงยังถูกมองน้ำแบบภาวะสมัยใหม่นั้นคือ น้ำก็คือน้ำ  (แล้วจะให้มันเป็นอะไรฟระ!)
หากลองคิดต่อไปอีกสักนิดถึง “สภาวะน้ำ” ความน่าตื่นเต้นน่าจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ และอีกเรื่องที่เป็นคำแนะนำใหญ่ๆ คือแมสฟอร์มที่ยังเหมือนไม่มีโหมดที่ชัดเจน
ทำให้อาคารดูเลิกลักไปบ้าง
งานของ บ.บู๋ (กอขวัญ) เป็นงานที่กราฟตกจากงานที่แล้วไปบ้าง พยายามจะพูดถึงพื้นที่เล่นของเด็ก ผ่านพื้นที่เล่นแบบล้านนาในอดีต แล้วพยายามถอดออกมาด้วยวิธีการเปรียบเทียบและลดทอน
แต่ผลที่ออกมายังดูเหมือนความคิดตั้งต้นเรื่องที่มาที่ไปของการออกแบบไม่ชัดเจนนัก ทำให้ความคิดในเชิง building type เข้ามาครอบตัวเค้าไว้ (สู้ต่อไป อย่ายอมแพ้)!
งานของดิวรัญญา ทำโครงการเกี่ยวกับการแต่งงาน แรกทีเดียวที่เห็นโมเดล ผมสนใจตัวอาคารหลักสีขาวนั้นมาก ว่ามันคืออะไรหว่า เพราะมันเหมือนมีสภาวะเหนือจริงบางอย่างที่พูดเรื่องการแต่งงานผนึกอยู่ในแมสก่อนก่อนนั้น
แต่เช่นเดียวกันดูเหมือนว่าความคิดของดิวรัญญาในเรื่องเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน ทำให้งานที่ออกมาทั้งหมดยังประดักประเดิด ต่อเชื่อมกันไม่ได้ ไม่เหมือนโครงการเดียวกัน ทำให้สภาวะเหนือจริงที่พยายามสร้างขึ้นมานั้นหายไปอย่างน่าเสียดาย
งานของผ่อง ไสยศาสตร์ และ ศาสนา งานน่าสนใจ เห็นได้ชัดในความพยายามคิดนู้นนี่ สำหรับผม ผ่องเหลือโจทย์ข้อใหญ่ ข้อเดียวในการควบคุมสถาปัตยกรรมของเขาให้ได้นั้นคือ
ทำยังให้ความคิดเชิงที่ว่าง ผนวกรวมเป็นหนึ่งเดียว กับสถาปัตยกรรม ผ่องจะต้องหา “ระบบ” ที่จะเกิดขึ้นเพื่อควบคุม การออกแบบให้ได้
ตรงข้ามกับงานของ วรัญญา ที่ดูเหมือนว่าความคิดตั้งต้นยังไม่ชัดเจนเมื่อเทียบกับการออกแบบที่เหมือนถูกเขียนออกมาจากความทรงจำในเชิง Building Type ทำให้สถาปัตยกรรมที่ออกมา (Thai cusine) ไม่ค่อยเชื่อมต่อกับกิจกรรมและบรรยากาศโครงการเท่าไหร่นัก
งานของเดอะจิ้น ดูมีพัฒนาการมากขึ้น การพยายามผูกความคิดเรื่องแกนเข้ามาสู่ที่ว่างทางสถาปัตยกรรมนั้นน่าสนใจ แต่เช่นเดียวกับเพื่อนอีกหลายคนที่ยังต้องต่อสู้กับการพยายามหลุกออกไปจาการใช้ประสบการณ์ที่เคยได้รับมา มาทำงานออกแบบ
สู้ต่อไป !
งานของหนาว ดีขึ้นกว่าชิ้นที่แล้ว งานชิ้นนี้เริ่มเปิดมุมมองให้เห็นว่า หนาวเห็นความสัมพันธ์เชิงที่ว่างบางอย่าง อยากให้ลองคิดเรื่องเหล่านี้ต่อไป เหมือนกับว่าตอนออกแบบ หนาวได้เอาตัวเองเข้าไปเดินในโครงการ
และเห็นมุมมต่างๆในโครงการ แต่ปัญหาของหนาวคือการใช้รูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่ยังเอาไม่อยู่ ความพอเหมาะ พอเจาะด้านแมสฟอร์ม รวมไปถึงการประยุกต์จึงยังอิหลักอิเหลืออยู่ สู้ต่อไป!
งานของอัครัช คิดมาเยอะมากในแง่การใช้งาน สเปซเชื่อมต่อกันได้ดี ตั้งต้นที่ความคิดเรื่องดอกบัว แต่ปัญหาใหญ่หลวงของเขาข้อเดียวคือ เรื่องฟอร์มและสุนทรีย อาจต้องเริ่มมองสิ่งที่ทำให้เกิดความงามมากขึ้น
อะไรทำให้ตึกมันสวย และถ้าเราเป็นคนออกแบบเราจะทำให้มันเกิดความงามได้ยังไง
จบแล้ววันแรกของห้องกระจก !
PS

*ความคิดเห็นผมล้วนๆ คนอื่นอาจเห็นต่างออกไป

20090914_143006

เราเปิดด้วยงานของเหลียว น่าทึ่ง! พยายามพูดถึงปรากฏการณ์ของแสงประดิษฐ์และแสงธรรมชาติ

ในการทำให้เกิดการเคื่อนไหวและพยายามเชื่อมต่อมาที่ภาพยนต์ (โครงการของเธอเกี่ยวกับภาพยนตร์)

การออกแบบเชิงสถาปัตยกรรม ความเข้าใจในที่ว่าง การเชื่อมต่อระหว่างอาคารเก่าใหม่ เส้นสาย ทุกอย่างลงตัวหมด

น่าชมเชย !!! น่าเสียดายที่ความคิดเรื่องแสงยังไปต่อไม่สุด ถ้าคิดเรื่องแสงแบบเป็นเรื่องเป็นราวกว่านี้ เราอาจเห็นสถาปัตยกรรมที่นำแสงมาเป็นจุดเริ่มต้นของการวูบไหวพาผู้คนเข้าไปสู่โลกของสถาปัตยกรรมแห่งภาพยนตร์

20090914_145720

ต่อมาเป็นของงานของปองธิดา (ขออภัยบางคนจำชื่อ “แปลกๆ” ได้บางคนจำชื่อ “เป็นทางการ” ได้ ฮ่า)

คุณภาพของโปรดักชั่น ความตั้งใจ รายละเอียดในความคิดไม่มีอะไรต้องติกัน ปองธิดาพยายามเอาเรื่องน้ำ เข้ามาเกี่ยวข้อง

น้ำแห่งการบำบัด น้ำแห่งชีวิต แต่ดูเหมือนว่าน้ำที่ว่านี่ยังไม่ได้ถูกขยายผลในความคิดและมุมมองของปองธิดา

มันจึงยังถูกมองน้ำแบบภาวะสมัยใหม่นั้นคือ น้ำก็คือน้ำ  (แล้วจะให้มันเป็นอะไรฟระ!)

หากลองคิดต่อไปอีกสักนิดถึง “สภาวะน้ำ” ความน่าตื่นเต้นน่าจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ และอีกเรื่องที่เป็นคำแนะนำใหญ่ๆ คือแมสฟอร์มที่ยังเหมือนไม่มีโหมดที่ชัดเจน ทำให้อาคารดูเลิกลักไปบ้าง

20090914_151319

งานของ บ.บู๋ (กอขวัญ) เป็นงานที่กราฟตกจากงานที่แล้วไปบ้าง พยายามจะพูดถึงพื้นที่เล่นของเด็ก ผ่านพื้นที่เล่นแบบล้านนาในอดีต แล้วพยายามถอดออกมาด้วยวิธีการเปรียบเทียบและลดทอน แต่ผลที่ออกมายังดูเหมือนความคิดตั้งต้นเรื่องที่มาที่ไปของการออกแบบไม่ชัดเจนนัก ทำให้ความคิดในเชิง building type เข้ามาครอบตัวเค้าไว้ (สู้ต่อไป อย่ายอมแพ้)!

20090914_152734

งานของดิวรัญญา ทำโครงการเกี่ยวกับการแต่งงาน แรกทีเดียวที่เห็นโมเดล ผมสนใจตัวอาคารหลักสีขาวนั้นมาก ว่ามันคืออะไรหว่า เพราะมันเหมือนมีสภาวะเหนือจริงบางอย่างที่พูดเรื่องการแต่งงานผนึกอยู่ในแมสก่อนก่อนนั้น แต่เช่นเดียวกันกับของเพื่อนๆ ดูเหมือนว่าความคิดของดิวรัญญาในเรื่องเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน ทำให้งานที่ออกมาทั้งหมดยังประดักประเดิด ต่อเชื่อมกันไม่ได้ ไม่เหมือนโครงการเดียวกัน ทำให้สภาวะเหนือจริงที่พยายามสร้างขึ้นมานั้นหายไปอย่างน่าเสียดาย

20090914_15424220090914_154400

งานของผ่อง ไสยศาสตร์ และ ศาสนา งานน่าสนใจ เห็นได้ชัดในความพยายามคิดนู้นนี่ สำหรับผม ผ่องเหลือโจทย์ข้อใหญ่ ข้อเดียวในการควบคุมสถาปัตยกรรมของเขาให้ได้นั้นคือ ทำยังให้ความคิดเชิงที่ว่าง ผนวกรวมเป็นหนึ่งเดียว กับสถาปัตยกรรม ผ่องจะต้องหา “ระบบ” ที่จะเกิดขึ้นเพื่อควบคุม การออกแบบให้ได้

20090914_160421

ตรงข้ามกับงานของ วรัญญา ที่ดูเหมือนว่าความคิดตั้งต้นยังไม่ชัดเจนเมื่อเทียบกับการออกแบบที่เหมือนถูกเขียนออกมาจากความทรงจำในเชิง Building Type ทำให้สถาปัตยกรรมที่ออกมา (Thai cusine) ไม่ค่อยเชื่อมต่อกับกิจกรรมและบรรยากาศโครงการเท่าไหร่นัก

20090914_162040

งานของเดอะจิ้น ดูมีพัฒนาการมากขึ้น การพยายามผูกความคิดเรื่องแกนเข้ามาสู่ที่ว่างทางสถาปัตยกรรมนั้นน่าสนใจ แต่เช่นเดียวกับเพื่อนอีกหลายคนที่ยังต้องต่อสู้กับการพยายามหลุกออกไปจาการใช้ประสบการณ์ที่เคยได้รับมา มาทำงานออกแบบ

สู้ต่อไป !

20090914_164326

งานของหนาว ดีขึ้นกว่าชิ้นที่แล้ว งานชิ้นนี้เริ่มเปิดมุมมองให้เห็นว่า หนาวเห็นความสัมพันธ์เชิงที่ว่างบางอย่าง อยากให้ลองคิดเรื่องเหล่านี้ต่อไป เหมือนกับว่าตอนออกแบบ หนาวได้เอาตัวเองเข้าไปเดินในโครงการ

20090914_164700

และเห็นมุมมต่างๆในโครงการ แต่ปัญหาของหนาวคือการใช้รูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่ยังเอาไม่อยู่ ความพอเหมาะ พอเจาะด้านแมสฟอร์ม รวมไปถึงการประยุกต์จึงยังอิหลักอิเหลืออยู่ สู้ต่อไป!

20090914_165723

งานของอัครัช คิดมาเยอะมากในแง่การใช้งาน สเปซเชื่อมต่อกันได้ดี ตั้งต้นที่ความคิดเรื่องดอกบัว แต่ปัญหาใหญ่หลวงของเขาข้อเดียวคือ เรื่องฟอร์มและสุนทรีย อาจต้องเริ่มมองสิ่งที่ทำให้เกิดความงามมากขึ้น

20090914_165750

อะไรทำให้ตึกมันสวย และถ้าเราเป็นคนออกแบบเราจะทำให้มันเกิดความงามได้ยังไง

จบแล้ววันแรกของห้องกระจก !

PS

ป.ล. โปสเตอร์นิทรรศการมาแล้วโดยความอนุเคราะห์ของป้าหม่อง ขออนุญาติ โปรโมทเลยนะครับ

studio poster

โปรเจคท์ lanna studio (stu 4) ส่ง 15.30 – 16.30 วันนี้ มีใจดีแถมให้ครึ่งชั่วโมง (รอถึงห้าโมงแนะ)
รู้สึกดีมากๆ เพราะว่า เห็นพัฒนาการ “ก้าวกระโดด” จากนักศึกษากลุ่มใหญ่

เด็กฉลาดชาติเจริญ !

หลายๆชิ้น แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในเรื่อง space – mass – form ทางสถาปัตยกรรม อย่างที่ชิ้นที่ผ่านมา ไม่มีมาก่อน
ดูด้วยสายตา ผมชื่นชอบงานของเหลียวมาก มั่นใจ แมน ! ไผ่ก็ดูถึงจุดที่ ก้าวกระโดด ทางด้านการออกแบบสถาปัตยกรรม และมีอีกหลายๆ คน ที่ไม่ไ้ด้เอ่ยชื่อแต่ดู “เป็น” ขึ้นมากกว่าชิ้นก่อนที่ประดักประเดิดไปไม่เป็น

กองงาน

กองงาน

ดูแล้วชื่นใจหนอ (ปกติไม่ค่อยชมใครง่ายๆนะนี่ (ฮ่า) )

อยากเชิญชวนทุกท่านมาดูนิทรรศการกันนะครับ เต็มพื้นที่ห้องนิทรรศการทั้งชั้นบนชั้นล่าง แบ่งตาม Unit ของอาจารย์ที่ปรึกษา
เริ่มเปิดนิทรรศการวันที่ 18 เดือนนี้ครับ ;])

PS

Spatial Generators (06)

กันยายน 10, 2009

กรณีศึกษาที่ 3: RE-Position and Intersubjectivity

กรณีศึกษาคนรายนี้ สำหรับผมแล้วงานชิ้นล่าสุด (1-2552) ของเขาน่าสนใจมาก การออกแบบที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา แต่ไม่น่าเบื่อ การจัดฟอร์มดูลงตัวทั้งจังหวะ ที่ว่างไม่ใช่เป็นส่วนที่เหลือของการจัดมวลของอาคาร แต่ดูผสมผสานเป็นส่วนหนึ่ง คือถ้าไม่มีที่ว่างแล้ว มวลของอาคารและภาพโดยรวมจะเสียไปเลยทีเดียว ทุกครั้งที่ผมมองเข้าไปในโมเดลของงานชิ้นนี้ ผมสามารถจินตนาการไปได้เลยว่าจะเข้าไปใช้อาคารแบบใด แง่ไหน มันดูเอื้อให้ผมคิดไปว่าผมอยู่ตรงไหนในเวลานั้น

เมื่อได้มีโอกาสพูดคุยและตามดูงานของกรณีศึกษารายนี้ เขาให้ข้อมูลว่า “การออกแบบเริ่มจากการดู Site ดูบริบทโดยรอบ ดูว่าพื้นที่นี้มีอะไรพิเศษบ้างที่สามารถนำมาเป็นวัตถุประสงค์ในการออกแบบ” แต่ในโปรเจคนี้ เขาต้องเริ่มคิดจาก “ภาษา” และ “ความหมาย” เพราะเป็นวัตถุประสงค์ของกลุ่มที่ต้องการศึกษาและคลี่คลาย นักศึกษาไม่ได้ต้องการหารูปทรงหรือรูปร่างอาคารที่แปลกประหลาด บิดเบี้ยว แตกแยก เขาแสดงออกถึงอาการที่ไม่เชื่อถือในความซับซ้อนเหล่านั้นเลย อาจจะเป็นเพราะว่าเขาเชื่อในรูปทรงที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา (เท่าที่ผมจินตนาการ) คืออาจจะเป็นเพราะการตัดโมเดลที่ยากเกินไป ตัดออกมาแล้วไม่สวยหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่วิธีการทำงานในเบื้องต้นของนักศึกษากรณีศึกษาคนนี้ ก็เริ่มจากการตัดโมเดลเพื่อนำไปสู่ Schematic เหมือนกัน (อย่าลืมว่าวิธีการเสก็ตของเขาก็สวยเช่นเดียวกัน ผมได้ดูมาแล้วและดังภาพที่เห็น)

Selected Work 3

Selected Work 3

เขาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เขาชอบเล่นกับ “กำแพง” หรือองค์ประกอบที่มีลักษณะเป็นชั้นๆ เพราะมันทำให้เกิดการแบ่งที่ว่างและมวลอาคารได้ง่าย หรือพัฒนาต่อไปได้ เช่นเดียวกันกับ ที่แนวกำแพงนั้นจะมาช่วยให้เขาคิดถึง “ปริมาตรของที่ว่างในแนวตั้ง” ซึ่งดูเหมือนกับว่าเขาได้เอา “แนวกำแพง” มาใช้เพื่อกำหนดการแปลงรูปของ “ที่ว่าง” นั้นเอง น่าสนใจทีเดียว ในงานชิ้นล่าสุดนี้ “กำแพง” ดูโดดเด่นมากทีเดียว เช่นกัน

แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ การที่เขามักจะ “คิดและจินตนาการ” ถึงผู้ใช้อาคารเป็นหลัก จุดเริ่มต้นของความคิดของเขาไม่ได้มาจาก แนวคิดที่วิ่งเข้าหาเขาจากภายนอก ไม่ใช่เกิดจากความเป็นนามธรรม เส้นสายที่จับต้องไม่ได้ นักศึกษามักจะ “เลือกเอาตำแหน่งของเขาเอง” ไปวางอยู่ในตำแหน่งของคนอี่นๆ ของตัวละครที่เขาต้องการจะเป็น มันคือการแทนที่ (RE-Position) เพื่อเขาจะได้สามารถคิดออกมาจากตำแหน่งนั้นได้ ว่าจะเห็นอาคารเป็นแบบใด รูปทรงของที่ว่างเป็นแบบใด และในขณะเดียวกัน ไม่ใช่เพียงแค่มอง แต่เป็นการคิดและจินตนาการผ่านจิตใจของคนๆ นั้น (Intersubjectivity) เป็นการแทนค่าในสภาวะของการเป็นคน ในฐานะที่เท่าเทียมกัน นั่นคือเขาไม่พยายามสร้างหรือกำหนดความหมายตามความคิดของเขาลงไป แต่พยายามเปิดโอกาสให้ความหมายที่มันควรจะเป็น (จากการทำวิจัยอย่างหนักหน่วงของเขาเองด้วย) ปรากฏออกมา

แนวคิดและวิธีการทำงานแบบนี้ มันสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกของเขา ที่เป็นคนเรียบง่าย ตรงไปตรงมา มีความนิยมชมชอบในรูปทรงรูปร่างที่เรียบง่าย แต่ไม่น่าเบื่อ มีความซับซ้อนแต่ไม่จำเป็นต้องแสดงออกมาผ่านรูปทรงแต่เพียงอย่างเดียว ที่สำคัญนักศึกษากรณีศึกษาคนนี้อธิบายว่า อาจารย์ที่ปรึกษาของโปรเจคมีอิทธิพลกับวิธีคิดของเขาค่อนข้างมาก ซึ่งจะต้องกันต่อไปครับว่า “ภาษา” และ “ความหมาย” จะปรากฏอย่างไรต่อไปในงานของเขา

Spatial Generators (05)

กันยายน 1, 2009

ต่อนะครับ ห่างหายไปหนึ่งสัปดาห์นะครับ

กรณีศึกษาที่ 2 : One Tool One World

นักศึกษาที่ยินดีมาเป็นกรณีศึกษาที่ 2 เป็นคนที่ผมอยากจะเรียกว่า “เป็นคนที่มีเหตุและผล” ค่อนข้างชัดเจน มีตรรกะ (แต่)จนบางครั้งบางที ผมว่าอาจจะมากเกินความจำเป็นไป ติดยึดมากเกินไป คือใช้เหตุและผลกับอะไรบางอย่างทำให้มองไม่เห็นอย่างอื่นหรือแนวทางอื่น ที่อาจจะเป็นไปได้เช่นกัน

โดยปกติแล้วนักศึกษาในกรณีศึกษาที่ 2 นี้จะเริ่มจากการทำความเข้าใจที่ตั้งโครงการ สภาพแวดล้อมโดยรอบ และเริ่มคิดจาก Building Type หรือที่เรียกว่า คิดและจินตนาการตามการใช้สอยของโครงการนั้นเป็นหลักหลังจากนั้นเริ่มที่จะมองหา “เรื่องราว” หรือสร้าง “ประเด็น” ให้กับโครงการโดยอาศัย (สังเกตไหมครับว่าเอาปัจจัยในการสร้างสรรค์และจินตนาการมาจากภายนอก) เพื่อที่จะเริ่มวางตัวอาคารลงไปในที่ตั้งโครงการ บ่อยครั้งที่กรณีศึกษาคนนี้ใช้ “การนำเอาความหมายและรูปสัญญะ” เข้ามาใช้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นในเชิงอุปมาอุปไมย (Metaphorical) หรือ แบบเปรียบเปรย (Analogy) โดยคิดไปว่า ผู้ใช้อาคาร “น่าจะ” รับรู้กับความหมายผ่านสิ่งที่เรากำหนดใส่ลงไป ไม่ว่าจะเป็นทางรูปด้าน หรือแปลน การใช้วิธีการอุปมาอุปไมยในการสร้างรูปทรงอาคารจึงกลายเป็นเครื่องมือหลักของนักศึกษากรณีศึกษานี้ One Tool One World!!!

งานบางส่วนของ Case Study 02

งานบางส่วนของ Case Study 02

ปัญหาที่เกิดตามมา มีสองส่วน ส่วนแรก เกี่ยวกับการ “สื่อความ” เพราะการออกแบบโดยอาศัยหลักการในการอุปมาอุปไมย (เช่น เอาการเคลื่อนไหวมาใช้ เอารูปช้างมาแทนค่าความเป็นไทย หรือเอาตัวเสื้อหม้อฮ่อมมาแทนความเป็นล้านนา) มันอาจจะทำให้เกิดการ “สื่อสาร” ได้โดยผ่านกระบวนการรับรู้และตีความ แต่ก็อาจจะไม่เสมอไป ถ้าคนที่รับสารไม่สามารถอ่านรูปสัญญะเพื่อเข้าไปหาความหมายสัญญะได้ ใช้คนละภาษา อยู่กันคนละวัฒนธรรม หรือตัวสัญญะอาจจะไม่ชัดเจนจนกระทั่งทำหน้าที่ของมันไม่ได้ เช่น สัญญะของเสื้อต้องมองในแง่ของการสวมใส่ดูในรูปด้าน แต่ถ้าเอาไปใช้เป็นแปลนการมองลงจะทำให้เห็นได้อย่างไร (มีตัวอย่างมาแล้ว!!!) ส่วนที่สอง เกี่ยวกับ “ระดับของการแทนความหมาย” บางครั้งบางทีการใช้อุปมาอุปไมยช่วยให้ความคิดเราเคลื่อนได้ก็จริง คือคิดต่อไปได้ว่าจะให้รูปทรงอาคารแบบใดดี แต่บางทีมันไม่อาจจะ “คลุม” ตัวอาคารได้ทั้งหมด หมายถึงในอาคารเล็ก ในงานขอบเขตเล็กๆ คงจะเหมาะเพราะจะทำให้ชัดเจน แต่เมื่อเป็นงานขนาดใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น ซับซ้อนขึ้น หรือต้องการเน้นการใช้สอยมากๆ ทำให้การแทนค่าของสัญญะตามวิธีการอุปมาอุปไมยนั้นมันไม่สามารถมาครอบคลุมได้ จึงเกิดคำถามที่ว่า ทำไมราวมือจับไม่เป็นช้าง ทำไมห้องน้ำไม่เป็นช้าง และในโครงการเดียวกันจะมีการอุปมาอุปไมยหลากหลายได้ไหม (แล้วจะสื่อกันอย่างไร)

“ก็หนูถนัดแบบนี้” เป็นคำพูดที่อาจจะได้ยินจากนักศึกษาประเภท One Tool One World เพราะเราอาจจะได้เรียน “วิธีการออกแบบ” แบบเดียว หรือตัวนักศึกษาเองคิดว่าวิธีการนี้มันตรงไปตรงมาที่สุด (ง่ายที่สุดในการอธิบายความเป็นนามธรรม หรืออธิบายความเป็นนามธรรมที่ดูแล้วปวดหัวน้อยที่สุด) แต่อย่าลืมว่า “วิธีการ” ออกแบบเช่นนี้จะเน้นไปที่ การออกแบบรูปทรงอาคาร ส่วนที่ว่างกลับกลายเป็นพระรองไปเลย อาคารออกมาเป็นรูปทรงสวยงามแต่พื้นที่ว่างกลับดูไม่งามตามไปด้วย กลายเป็นส่วนเหลือ ส่วนเกินอันน่าเบื่อหน่าย อันนี้ต้องระวัง เสนอว่าให้นักศึกษาในกรณีศึกษาที่ 2 นี้ลองมองหาเครื่องมือในการออกแบบในวิธีอื่นๆ ดูบ้าง Many Tools One World ก็ยังได้ครับ เอาใจช่วยครับ

Spatial Generators (04)

สิงหาคม 25, 2009

กลับเข้ามาที่ซีรีย์เรื่อง Spatial Generators กันอีกครั้งนะครับ

จากความเิดิมในตอนที่แล้ว คือ การพยายามทำความเข้าใจว่านักศึกษาแต่ละคน (เท่าที่คัดสรรมาจากคะแนนกลุ่มที่ได้มากและได้น้อยในสตู4 (1/2552) โดยที่ขอความยินยอมในการเปิดเผยเรื่องและภาพแต่ไม่ใช้ชื่อจริงของนักศึกษา) มีแนวคิดแนวทางการทำงานอย่างไร ทำไมถึงออกมาเป็นเช่นนั้น มีพื้นฐานมาจากอะไร ได้รับแรงบันดาลใจอะไร หรือติดขัดปัญหาอะไร ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถสะท้อนให้เห็นถึง กระบวนการเรียนและกระบวนการสอนที่เกิดขึ้นกับวิชาสตู ถ้าไม่ในสตู4 ก็ในภาพรวม ตอนนี้ผม (และนักศึกษาผู้ช่วยงานวิจัย)ได้ทำการสัมภาษณ์ไปกันแล้ว 7 คน (เหลืออีก1กรณีศึกษา) และเชื่อว่าน่าจะนำเสนอในภาพรวมได้ทั้งหมด ก่อนที่จะวิเคราะห์แบบตัดขวางอีกครั้ง ติดตามกันนะครับ จะนำเสนอเป็นกรณีศึกษาไปนะครับ เริ่มกันเลย:

กรณีศึกษาที่ 1 : Knowing Through Making

นักศึกษาที่เป็นกรณีศึกษาที่ 1 นี้ เป็นคนที่ทุกคนเชื่อว่า “มือดี” และมีการรับรู้ (Sense) “ทางความงามที่ดี” และที่สำคัญให้คะแนน (Credit) ไปแล้วว่า “ทำอะไรก็มักจะดูดีไปหมด” คำถามที่เกิดขึ้นคือ มีนักศึกษาที่มีลักษณะแบบนี้เยอะไหม มันสะท้อนให้เห็นถึงตั้งแต่ ระบบการรับเข้า (Admission) เลยว่าที่เราทำอยู่ดีแล้วสามารถรับคนเก่งๆ ขนาดนี้เข้ามาได้ หรือถ้าพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ “นักศึกษาคนนี้ (หรือกลุ่มนี้) เก่งมาอยู่เดิมแล้วตั้งแต่ต้น” ที่เราทำคือ เหมือนให้โจทย์ในการให้เค้าของทำ ของลับเหลี่ยมคม เพื่อให้ทิศทางการออกแบบของเขาดีขึ้น มันใช่เช่นนั้นหรือไม่ สำหรับผม ผมว่าไม่ทั้งหมด

เมื่อมีโอกาสเข้าไปสัมผัสงานของนักศึกษาและพูดคุยถึงแนวคิด วิธีคิด ระบบการทำงานของนักศึกษากรณีศึกษาที่ 1 นี้พบว่า นักศึกษามักจะเริ่มคิดจากโจทย์ที่ได้รับ มักจะอยู่ในรูปของชนิดอาคาร (Building Type) และพัฒนาแนวคิดจากหน้าที่ใช้สอย (Function) ที่รู้จักและคิดควบคู่ไปกับการพิจารณาถึงบริบทโดยรอบ (Context) นักศึกษาไม่ได้สนใจว่าจะต้องหาแนวคิด (Concept) ที่ “หรูหรา” และ “แหวกแนว” แต่สนใจที่เป็นรูปธรรม กายภาพ จับต้องได้ เข้าใจได้ ไม่พยายามที่จะใช้ระบบคิดแบบ อุปมาอุปไมย (Metaphor) ที่อาศัยรูปทรงของอาคารในการสื่อสาร เพราะตัวนักศึกษาเองเชื่อว่า “ยากที่จะเข้าใจ” วิธีการทำงานโดยเริ่มจาก “การสร้างที่ว่าง” ก่อน “การคิดถึงที่ว่าง” (แม้ว่าจะเป็นช่องว่างที่แคบมากก็ตามระหว่างก่อนและหลังการสร้างและการคิดนี้ แต่นักศึกษาเชื่อว่าการคิดและจินตนาการตามหลังสิ่งที่เขาทำ) ไม่เน้นวิธีการวาดหรือสเก็ต เพราะไม่ได้อารมณ์ และไม่สามารถเห็นได้จริงในผลที่เกิดขึ้นของมัน “รูปทรงของที่ว่าง” (Forms of Space) ที่นักศึกษาคิดมักจะออกมาตาม “การใช้สอย” และบรรยากาศที่ผู้ใช้อาคารจะเข้าไปพบเจอ ความงามที่เกิดขึ้นเกิดจากการปรับแต่งรูปทรงของที่ว่างนั้นตามเรขาคณิตบริสุทธิ์ (Euclidean Geometry) มากกว่าจะเป็นการอาศัยรูปทรง Free Form (Non-Euclidean Geometry) นักศึกษายอมรับว่า ข้อจำกัดของตัวเอง คือ “วัสดุ” ที่ใช้ในการตัดโมเดล เพราะเพียงแค่ กาว และ กระดาษชานอ้อย ไม่สามารถ “ทดลอง” หารูปทรงของที่ว่างที่อยู่ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปได้

Previous Work of CaseStudy_01

Previous Work of CaseStudy_01

จุดกำเนิดแรกที่นักศึกษาเริ่มใช้ หรือคาดว่ากระบวนการ Learning by Doing เกิดขึ้น คือ เมื่อปี 2 เป็นออกแบบโครงการที่ตัวนักศึกษาเองไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนทำให้ต้องหาวิธีใหม่ๆ เพื่อสร้างสรรค์ Space และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการตัดโมเดล Schematic แต่อย่างไรก็ตามยังคงเป็นการออกแบบ (ตัดและคิด) แค่ในระนาบเดียว และได้พัฒนาไปสู่การออกแบบรูปทรงของที่ว่างที่มีการพิจารณาถึงองค์รวมได้ดีขึ้น คือ “คิดปริมาตรของที่ว่างผ่านรูปตัด (แกนดิ่ง) ไปพร้อมๆ กับแปลน (แกนนอน)” และแน่นอนว่านักศึกษาให้เครคิตกับอาจารย์ในสตูปี 2 ที่ได้ช่วยให้เขาจัดการกับความหลากหลายของวิธีการคิดและเพิ่มวิธีการพิจารณาสร้างสรรค์รูปทรงของที่ว่างได้ซับซ้อนขึ้น

นักศึกษาในกรณีศึกษาที่ 1 นี้ทิ้งท้ายว่า ตัวเองอยากจะ “ทดลอง” การสร้างสรรค์ รูปทรงของที่ว่างใหม่ๆ แต่มีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น วัสดุในการทำโมเดลที่ตัวเองไม่รู้ว่าจะใช้อะไรอื่นได้บ้างในการทำ หรืออยากจะลองใช้แต่กรอบเวลาในการทำงานและวัตถุประสงค์ของโครงการซึ่งเป็นข้อแม้ที่ทำให้เขาไม่ได้ทดลองสักที คะแนนก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขาไม่กล้าที่จะ “ทดลอง” อะไรใหม่ๆ จากคำนักศึกษาเองที่ว่า “ไม่ Aก็F” เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึง ความคิดความเชื่อของนักศึกษาสถาปัตยกรรมหลายๆ คนที่ผมประสบเจอ ทั้งๆ ที่เรามีคนที่มีศักยภาพที่น่าสนใจ (สุดขีด) อยู่ในมือ นั้นทำให้ผมคิดว่า เรากำลังเจียระไนเพชรเม็ดนี้ไปในรูปแบบไหนกันแน่ น่าคิด น่าคิด

Place Generators (01)

สิงหาคม 23, 2009

บรรยากาศตอนที่นักศึกษานำเสนอผลงาน

บรรยากาศตอนที่นักศึกษานำเสนอผลงาน


เปลี่ยนบรรยากาศบ้างครับ เดี๋ยวเครียดเกิน สนุกดีครับตอนนี้ก็ได้ไปกระตุ้นต่อมอาคาดิมิก (แกมเร่งเร้าให้อาจารย์ปัตย์ และอาจารย์อนฎ) อดรนทนไม่ไหวต้องกระโดดเข้ามาแจมกันมากขึ้น จะทำอย่างไรที่จะให้อาจาร์และนักศึกษาเข้ามากันมากขึ้น น่าคิด น่าคิด วันนี้เอาบรรยากาศที่อาจารย์ปัตย์เป็นคน organise หรือเป็น Place Generator นะครับเนี่ย ถือได้ว่าเป็น นวัตกรรมการเรียนการสอน เหมือนกัน คือมีระบบการแบ่งกลุ่มตรวจงาน ระบบเดี่ยวระบบกลุ่ม ทั้งหมุนวนและรวมมิตร ดีครับดีครับ ชื่นชมชื่นชม อันนี้ถือว่าเอาปัญหาจากปีก่อนๆ มาพัฒนาและแก้ไข ไม่มีนักศึกษาบ่นแล้วครับ ว่าไม่ไ้ด้ตรวจรวม อาจารย์ก็ไม่บ่นครับว่าเหนื่อยเกินไป ไม่มีสมาธิตรวจตอนคนหลังๆ ขอบคุณครับอาจารย์ปัตย์
บรรยากาศตอนที่นักศึกษาทำการแสดงผลงาน

บรรยากาศตอนที่นักศึกษาทำการแสดงผลงาน


และหลังจากนั้นทุกคนก็ร่วมกันจัดงานนำเสนอ แม้่ว่าจะไม่ได้นำเสนอทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกชิ้นที่ำทำมาแต่ก็ได้มีส่วนร่วมกันทุกคน ได้ใช้พื้นที่ห้องแสดงงานด้วยครับ เงินทองไม่รั่วไหลไปไหน แต่จะดีกว่านี้มากๆ ถ้าได้เปิดโอกาสโฆษณาตัวเองไปที่อื่นๆ บ้างให้คณะอื่นเค้ารู้กันบ้างว่าเราทำอะไรอย่างไร คิดเห็นว่าไง ตอนเรียนที่อังกฤษเวลาที่มี exhibition คนแห่กันมาไม่ใช่แค่งานดี แต่เค้าอยากมาดูว่าภาพรวมเรียนอะไร (รวมถึงแนวคิดของการวางสตูดิโอของอาจารย์ด้วย) ฝีมือแต่ละคนเป็นอย่างไร บางคนถึงขนาดโดนจองตัวกันก่อนจบ บางครั้งมีการบรรยายประกอบด้วยจากอาจารย์ประจำกลุ่ม สุดท้ายก็รวมเล่มรวมผลงานของแต่ละชั้นปี แต่ละสตูได้ไม่ยาก ไม่ต้องไปถึงที่ไหนไกลครับ “พื้นที่” เรามีอยู่แล้วแต่เราต้องสร้าง “โอกาส” ให้มากขึ้นครับ
S

หายไปนาน หลังจากอ่านของอ.สันต์ เริ่มมีความอิจฉาริษยา เราต้องเขียนของเราบ้าง! (ฮ่า)
ขอท้าวความไปถึงโปรเจคท์แรกของกลุ่มผมว่า นศ ทำอะไรไปบ้างและผลออกมาเป็นอย่างไร

ขออนุญาติยกที่อยู่ในความทรงจำมาเขียนถึงสักสองชิ้น

หม่อง เข้าไปในไซท์และกลับมาพร้อมคำถามที่ว่า
อะไรคือความศักสิทธิ์ เราจะขีดแบ่งมันได้ยังไง และเรารู้ได้ยังไงว่าอะไรควรเคารพ และไม่ควรเครพ
หม่องเริ่มเข้าไปดูโครงสร้างของความศักดิ์สิทธิ์ว่ามันเกิดจากสิ่งใด สังคม ค่านิยม ประเพณี ?
นำมาซึ่งโครงการที่วางกิจกรรมสมัยใหม่ (เช่นเต้นบีบอย, แสดงดนตรี) ปนเข้ากับกิจกรรมดั้งเดิม (เรียนจักรสานฝีมือช่าง)
อะไรคือจุดเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเหล่านี้ และตัวหม่องเองจะวาง “โลก” ที่เขาพยายามตั้งคำถามได้อย่างไร

หม่องตอบด้วยการสร้างพื้นที่ข้ามไปมา ระหว่างความเก่าใหม่
การพยายามสลายเส้นแบ่ง, การแทนค่าเส้นแบ่งด้วยสเปซที่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเก่าหรือใหม่
ลายไทยกับ กราฟิตี้สามารถอยู่ร่วมในระนาบเดียวกันได้หรือไม่ (เดี๋ยวหารูปเจอจะเอามาอัพเดทครับ ฮ่า)

ผ่องเข้าไปในไซท์พร้อมตั้งคำถามถึงรัศมีความศักดิ์สิทธิ์จากอาคารทางศาสนาของย่านเมืองเก่ามันสามารถแผ่กระจายเข้ามาในถนนที่ตัดผ่า
และเกิดขึ้นมาได้หรือไม่ ? อาคารศักสิทธิ์ที่เกิดขึ้นกินรัศมีที่ตาไม่สามารถมองเห็นได้ออกมามากเท่าใดหากมองในทางผัง

ผ่องมาพร้อมความคิดในการทำโครงการเกียวกับความศักดิ์สิทธิ์
อาคารทั้งอาคารใช้วิธีการขุดลงไปเพื่อเกิดเป็นพลาซ่าขนาดใหญ่กลางเมืองเก่า
พร้อมเส้นสายที่เกิดจากการพยายามขีดรัศมีจากพื้นที่ศักสิทธิ์ต่างๆ ตัดเข้ามาในตัดอาคารเพื่อ reference
พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เดิม และ ความพยายามสอดแทรกพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ใหม่

เป็นที่น่าสนใจว่าทั้งสองคนไม่ได้ใช่วิธีการอุปมาทางภาษาเลย หรือถ้าใช้ก็ไม่ได้อยู่ในความเข้มข้นมาก
(ฮ่า -แสดงว่าธงการอุปมาทางภาษาใช้ไม่ได้ผล) แต่มีฐานมาจากการพยายามตอบคำถาม-นำแรงบันดาลใจ
จากการที่พวกเขาเข้าไปทำความรู้จักไซท์ในสามอาทิตย์แรกมาเป็นตัวตั้งและมีความพยายามแปลความคิดจากนามธรรมมาสู่รูปธรรม
ตามที่ตัวเองจะแปลงได้ ตามความชำนาญและพรสวรรค์ของตนเอง

ในเรื่องการพยายามแปลงความคิดจากนามธรรมมาสู่รูปธรรม (ปัญหาคลาสสิค) นั้นสามารถแบ่งงานของนักศึกษาออกเป็นหลายๆแบบ

1) การออกแบบสถาปัตยกรรมโดยมีฐานมาจาก Program ที่สืบเนื่องมาจากผลของการวิเคราะห์ที่ตั้ง
ในแบบที่พวกเขาสร้างกระบวนการรู้จักไซท์ของพวกเขาขึ้นมาเอง เช่น เมย์ ที่แสดงให้เห็นระบบการวิเคราะห์ที่น่าสนใจระหว่างชาติพันธ์ของผู้คนรอบๆไนท์บาซ่าร์และกิจกรรมของอาคารแถวนั้นที่ตอบรับกันและก่อให้เกิดโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวัฒนธรรมซึ่งผมมองว่าเป็นโครงการที่น่าสนใจมาก แต่น่าเสียดายที่ขั้นตอนสุดท้ายในการออกแบบสะดุด ความคิดขาดห้วงระหว่างนามธรรมสู่รูปธรรม
ทำให้ออกมาไม่ประสบความสำเร็จเท่ากับตอนวิเคราะห์ที่ตั้ง สู้ต่อไป

2) การออกแบบสถาปัตยกรรมด้วยการ analogy สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น
เป็นที่น่าสนใจว่ากลุ่มนี้นั้นรูปแบบอาคารที่เกิดนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของโปรแกรมที่สร้างขึ้น
แต่มาจากความต้องการที่จะออกแบบส่วนตัว นั้นคือความปราถนาที่จะทำงานสถาปัตยกรรมล้านนาอย่างที่เห็นในสื่อต่างๆ
แต่เนื่องมาจากขาดความเข้าใจในเรื่องของสถาปัตยกรรมล้านนา และความแม่นยำในประยุกต์ใช้ – ต่างๆ
ทำให้งานที่ออกมาไม่สามารถจับต้องแก่นแกนความคิดทางสถาปัตยกรรมได้ กลายเป็นกล่องๆ มีหลังคาครอบๆ (;[)

3) การออกแบบสถาปัตยกรรมโดยพยายามให้สถาปัตยกรรมมีเนื้อหาสะท้อนถึงตัวโปรแกรมหรือแนวความคิด
มีนักศึกษาหลายคนพยายามแปลความจากนามธรรมสู่รูปธรรมโดยยึดโยงความคิดในเรื่องภาษาและความหมายมาเป็นสะพาน
เช่น การพยายามพูดเรื่อง ชาติภพ ในโครงการเกี่ยวข้องกับการแต่งงานแบบล้านนา, การพยายามพูดถึงเติ๋น ข่วง ในโครงการเชื่อมโยงผู้คนนานาชาติการพยายามสืบค้นความสัมพันธ์ระหว่าง เงา และ ตัวกำเนิดเงา เพื่อเปรียบเทียบกับความศักดิ์สิทธิ์

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า เมื่อความคิดเริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ในเวลา และข้อจำกัดทาง building type ทำให้ความคิดที่เกิดขึ้นไม่สามารถไปต่อได้ นักศึกษาเสมือนตกในโลกที่ไม่มีทางไป สิ่งที่พวกเขาพยายามคิดมาตลอดสองเดือน ถูกตัดไป

บางคนพยายามจะหาทางมีชีวิตรอด โดยการตัดคอนเซปต์ที่พัฒนาทิ้งและมุ่งออกแบบเพื่อให้ตอบสนองมิติทางด้านประโยชน์ใช้สอยหรือ
building type ที่พวกเขาคุ้นเคยมาในชีวิต ในขณะคนที่เริ่มเข้าใจกระบวนการการแปลความก็สามารถจะนำมิติความหมายและอาคารที่พวกเขาออกแบบสอดแทรกไปมาไปด้วยกันได้

เราจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดี
ตั้งหน้าตั้งตามุ่งไปที่การออกแบบที่อ้างอิงประโยชน์ใช้สอยที่ทุกคนเข้าใจได้
หรือสร้างความกระจ่างในเรื่องการแปลความคิด ทั้งๆที่มันอาจไม่มีความหมายในสายตาสถาปนิกกลุ่มใหญ่เลยก็ได้ ?

PS

Spatial Generator (03)

สิงหาคม 21, 2009

จาก Sketch Design มาสู่ Project Design แนวทางของกลุ่มที่ตัวเองรับผิดชอบ ผมเสนอให้นักศึกษาได้พิจารณาถึง “วิธีคิด” และ “กระบวนการคิด” มากไปกว่าการมองหารูปแบบและความงามอะไรบางอย่าง

ผมไม่เสนอให้นักศึกษาใช้ “วิธีคิด” โดยอาศัยการสร้างรูปทรงรูปร่างจากการให้ความหมาย การเปรียบเทียบ หรือการแทนค่าโดยอาศัยความหมาย หรือที่เรียกว่า อุปมาอุปไมย (Metarphroical) เพราะสิ่งที่ได้จากการอุปมาอุปไมยมักจะตกไปอยู่ใน กระบวนการของการสื่อความ (Signification) ซึ่งจะต้องมาทำการค้นหาและแทนค่าความหมายสัญญะและรูปสัญญะ และนำเอารูปสัญญะนั้นมาสร้างรูปทรงของอาคาร อะไรที่ถูกทิ้งออกไปคือ “ที่ว่าง” โดยสมมติฐานของผมแล้วการอาศัยแนวคิดในการออกแบบโดยวิธีนี้มักจะทำให้ “ที่ว่าง” กลายเป็นพระรอง หรือ Waste of Space ไป

Process Design of the Group

Process Design of the Group


สำหรับกลุ่มผมเสนอให้ใช้ การอ้างอิงจากสิ่งที่ได้จากบริบทโดยรอบ แต่ไม่ใช่การวิเคราะห์เพื่อมองหาวัตถุ หรือความหมาย แต่เป็นการมองหาความเชื่อมโยง ความต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของเศรษฐกิจ (การเชื่อมโยงด้านตลาดกิจกรรมทางการค้าและร้านอาหาร) ทางวัฒนธรรม (ต่อเชื่อมกับการใช้สอยในพื้นที่ใกล้เคียงเช่นศูนย์ศิลปะวัฒนธรรม) ทางการเมือง (ใครใช้ใครไม่ได้ใช้ใครถูกรวมเข้าใครถูกแยกออก) ซึ่งแนวทางนี้เป็นแนวทางที่ “อาศัยและอ้างอิงจากระบบภายนอก” หรือที่เรียกว่า Semantics (ผมอาจจะเข้าใจผิดในการเรียกชื่อได้ แต่วิธีคิดโดยอาศัยระบบภายนอกเป็นหัวใจที่คิดว่าไม่น่าพลาด) ดังเ่ช่นสิ่งที่ปรากฏออกมาให้เห็นในภาพด้านบน นักศึกษาบางคนเลือกการต่อเชื่อมของเส้นทางอาหาร บางคนเลือกการต่อเชื่อมจากมุมมองของการใช้งานหลายๆ อย่างที่จะเิกิดขึ้นภายในโครงการ บางคนเลือกการเชื่อมโยงจากทิศทางการเดินทางของนักท่องเที่ยว และบางคนพัฒนาต่อจากแนวทางที่ได้จาก Sketch Design (แทรกซึม)
Final Work of the Group

Final Work of the Group


Final Work of the Group

Final Work of the Group


ผมเชื่อว่านักศึกษาบางคนสนุกไปกับ “วิธีคิด” และ “กระบวนการทำงาน” ในเชิงทดลองแบบนี้ แต่หลายคนก็คงจะมองว่ามันเป็นข้อจำกัด ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่สุดทาง เกิดความไม่มั่นใจในหลายๆ ช่วงของการทำงาน แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ได้เรียนรู้ว่า การออกแบบไม่ใช่เกิดจาก “ปัีจจัยหรือระบบจากภายใน” เท่านั้น คือไม่ใช่เกิดจาก การวิเคราะห์ที่ตั้งโครงการ (Site Analysis) ไปสู่การกำหนด Zoning ไปสู่การจัด Area Requirement และ Function Diagram และสุดท้ายไปจบที่ Schematic Design (เพราะถ้ามันมีแต่ระบบเดียวแบบนี้มันก็กลายเป็นตลาดอุตสาหกรรมเหมือนกันไปเสียหมดสิครับ) แล้วล้านนามันไปอยู่ตรงไหนหว่า T_T

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.