Lecture “Cliché, Kitsch,Authentic, Irony or bad taste” By Aj.Thavatchai
พฤศจิกายน 23, 2009
พอกลับมาเขียน Studiospaces แล้วก็เริ่มติดลมค่ะ
เห็นอาจารย์ S เกริ่นๆ สาเหตุที่มาของการ”ลอก”ในเชิงจิตวิทยาแล้วน่าสนใจดี(ที่จริงอยากชวนทำหนังสือกันนะคะเนี่ย แล้วปีหน้าแจกเด็กปี 1 กัน เป็นคู่มือ จะได้รู้ไว้ว่า แค่คิดจะลอกก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แล้ว)
ทำให้นึกถึง Lecture ของ อ.ธวัชชัย สำหรับ Studio 2 อาทิตย์ที่แล้ว อาจารย์เล่าให้ฟังถึงมิติของการ”ลอก”ในเชิงวัฒนธรรมและสุนทรียศาสตร์ ก็เลยขออนุญาตเอา Lecture อาจารย์มาโพสต์ เผื่อจะได้เปิดประเด็นคุยกัน (เราปล่อยให้ Studio spaces เงียบเหงามาเป็นเดือนแล้ว หาเรื่องคุยกันดีกว่าค่ะ ^__^)
เริ่มด้วยความหมายของคำศัพท์เหล่านี้แล้วกันนะคะ
“cliché (ออกเสียงว่า คลีเช, มาจากภาษาฝรั่งเศส)
เป็นคำพูด เป็นการแสดงออก เป็นแนวคิด
หรือ เป็นองค์ประกอบของงานศิลปะ
ซึ่งถูกนำมาใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ จนถึงจุดที่มันได้สูญเสียความหมายดั้งเดิม หรือ ผลลัพธ์ดั้งเดิมไปแล้ว
ทำให้เกิดเป็น “สูตรสำเร็จ” ที่ใครๆก็ใช้กันเกร่อ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าในอดีตมันเคยมีความหมายหรือมีคุณค่าอย่างใดอย่างหนึ่งมาก่อน
ในอดีต การพิมพ์หนังสือต้องนำเอาแม่พิมพ์ตัวอักษรมาเรียงกันทีละตัวๆ ซึ่งกินเวลาและแรงงานมาก
จึงเกิดความคิดว่า ถ้าทำการหล่อแม่พิมพ์เป็นกลุ่มคำ หรือ วลี ที่มีการใช้และอ้างอิงกันบ่อยๆ
ก็น่าจะสะดวกและประหยัดเวลาได้มากกว่า
ดังนั้นคำว่า คลีเช จึงมีความหมายถึง “วลีพร้อมใช้” (ready-made phrase)
ศัพท์คำนี้ถูกนำมาใช้ในวัฒนธรรมสมัยใหม่ค่อนข้างบ่อย
เพื่ออธิบายการกระทำ หรือ แนวคิด
ที่สามารถคาดหวังหรือคาดเดาได้ เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
แต่อย่างไรก็ตาม คำศัพท์คำนี้มักจะถูกใช้ในเชิงลบเสียมากกว่า
และคำว่า คลีเช นี้อาจจะถูกนำไปใช้ในงานประเภทนวนิยาย
หรือเพื่อหวังผลเชิงขบขันก็ได้
คลีเช ในการพูดหรือการเขียน บ่อยครั้งที่มักจะเป็นการสาธยายถึงเรื่องราวทางนามธรรมอย่างจัดจ้าน
อาศัยการอุปมาอุปมัย และ/หรือ การขยายความเกินจริง
ภาพที่ถูกนำมาใช้ในการเปรียบเปรยนี้ก็มักจะเป็นภาพที่สามารถประสบพบเห็นในชีวิตประจำวัน
ซึ่งผู้ฟังหรือผู้อ่านสามารถสัมผัสได้จากประสบการณ์ความรู้สึกของตนเองที่มีต่อสิ่งที่ภาพนั้นๆสื่อให้เห็น
เมื่อคลีเชถูกนำมาใช้อย่างจงใจ ก็สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงกวีได้อย่างดีเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ในงานเขียนโดยทั่วๆไปแล้ว คลีเช กลับถูกมองว่าเป็นการสะท้อนถึงความด้อยประสบการณ์หรือการขาด originality
ตัวอย่างของ คลีเช เช่น “อลังการงานสร้าง” “สวรรค์บนดิน” “รสนิยมของคนมีระดับ”
Kitsch(อ่านว่า คิช) หมายถึง การไร้ความประณีตทางศิลปะ, ประโลมโลก,
ไร้รสนิยม หรือ ความเสแสร้งในศิลปะใดๆก็ตาม วัตถุที่ไม่ประณีต, กล่าวโดยรวมๆ ได้แก่
ของประดับที่ไร้รสนิยม เน้นอารมณ์ หรือ สไตล์แบบเสแสร้ง
สิ่งล่อตาระดับพื้นๆ หรือ รสนิยมที่ด้อยการศึกษา ซึ่งมักจะมีคุณภาพต่ำ
คุณภาพหรือสถานภาพที่ต่ำต้อย ไร้ค่า ราคาถูกๆ
Kitsch เป็นคำมาจากภาษาเยอรมัน มีความหมายถึง “ศิลปะ ที่ถูกมองว่าเป็นการทำซ้ำ สไตล์ทางศิลปะที่มีอยู่ หรือ ที่เชื่อว่ามีคุณค่า
อย่างไร้รสนิยมและไร้ราคา”
แนวคิดเรื่อง คิท์ช นี้สัมพันธ์กับการใช้องค์ประกอบที่อาจจะคิดว่าเป็นไอคอนทางวัฒนธรรมอย่างจงใจ ขณะที่นำไปผลิตซ้ำในจำนวนมากราคาถูกและไร้ซึ่งความเป็น originalรากฐานของคำศัพท์นี้ มีที่มาไม่ชัดเจน
แต่พบว่าคำนี้เริ่มมีใช้ในตลาดศิลปะของเมืองมิวนิคในช่วงทศวรรษ 1860 และ 1870
เป็นคำที่ใช้เรียกภาพวาดและภาพสเก๊ตช์ที่มีราคาถูก เป็นสินค้าประชานิยมและเป็นที่ต้องการของตลาด
ยกตัวอย่างเช่น ตัวโนมที่มักจะถูกใช้เป็นสิ่งประดับสวนของชาวตะวันตก มักจะถูกมองว่าเป็น kitsch
นอกจากนั้น Kitsch ยังนับรวมถึงประเภทของงานศิลปะที่เป็นแบบ “ละม้ายคล้ายคลึง” และด้อยทางด้านสุนทรียะ (ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีอารมณ์ประโลมโลก ความเย้ายวนสายตา ความอลังการ หรือ ความคิดสร้างสรรค์ ก็ตาม)
ความพยายามสร้างสรรค์เล็กๆน้อยๆ อันเป็นการลอกเลียนรูปลักษณ์อันฉาบฉวยของงานศิลปะ โดยการใช้ “สูตรสำเร็จ” อย่างใดอย่างหนึ่ง
ความหมายที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคำนี้อีกประการหนึ่งก็คือ การแสดงออกถึงอารมณ์ประโลมโลกอย่างเกินพอดี
Kitsch มักจะถูกใช้ในเชิงลบ ใช้แสดงถึงงานชนิดที่ทำขึ้นเพื่อฉกฉวยผลประโยชน์จากกระแสความนิยมของคนกลุ่มมากเท่านั้น และมีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์อย่างเต็มที่ มากกว่าจะเป็นงานที่ศิลปินสร้างขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง
ศัพท์คำนี้โดยทั่วไปแล้ว มักสงวนไว้สำหรับงานชนิดที่มีความฟุ้งเฟ้อ ไร้สาระ ที่มีการคิดคำนวณมาแล้วว่าจะโดนใจมวลชน และดังนั้นจึงถูกมองว่าเป็นงานที่เสแสร้งและตื้นเขินทางความคิด มากกว่าจะเป็นผลผลิตของความทุ่มเททางศิลปะอย่างแท้จริง
ในเชิงร่วมสมัย kitsch (อย่างหลวมๆ) หมายรวมถึงศิลปะที่มีความเสแสร้งในเชิงสุนทรีย์
จนถึงขนาดที่พูดได้ว่าเป็น “รสนิยมอย่างเลว”
ทั้งนี้ ยังใช้ได้กับงานศิลป์ที่ผลิตในเชิงอุตสาหกรรม ที่มองว่าเป็นของหยาบๆ ของเลวๆ
งาน Kitsch ดึงดูดรสนิยมหยาบๆของชนชั้นกลางที่มีเงินของเมืองมิวนิค
ซึ่งคิดว่าพวกเขาจะสามารถบรรลุสถานะของชนชั้นที่มีวัฒนธรรมสูงที่น่าอิจฉา
โดยการลอกเลียนลักษณะเด่นของพฤติกรรมทางวัฒนธรรม
ต่อมาภายหลัง Kitsch ถูกให้นิยามว่าเป็นวัตถุชั้นเลวที่ผลิตแบบหยาบๆ
ค่อนข้างจะเน้นกลุ่มผู้บริโภคประเภทเศรษฐีใหม่
มากกว่าจะเป็นการตอบสนองต่อความงามอย่างจริงใจ ในนัยยะเช่นนี้ คำศัพท์คำนี้จึงกลายมามีความหมายว่า “การเอางานศิลปะมาละเลงเข้าด้วยกัน”
Kitsch ถูกมองว่า
เป็นความต่ำทรามทางสุนทรียะและเคลือบแคลงทางจริยธรรม
และเป็นการละทิ้งชีวิตแห่งความงามไปสู่
การเลียนแบบชีวิตแห่งความงาม
และบ่อยครั้งเพื่อประโยชน์ของการแสดงฐานะ”
นอกจากนั้น อาจารย์ยังยกตัวอย่างคำอีก 3 คำ ได้แก่ Authenticity,Profound และ Irony
Authenticity หมายถึงความซื่อสัตย์ต่อรากเหง้า คุณสมบัติ ข้อผูกมัด ความจริงใจ ความแน่วแน่ และเจตจำนงค์
(ในเชิงปรัชญา) หมายถึงวิธีเฉพาะในการเผชิญกับโลกภายนอก ซื่อสัตย์ต่อความคิดภายในมากกว่าความคิดภายนอก
Profound
ดำดิ่งลงลึกมากๆจากผิวน้ำ; การเปิดไปสู่หรือการเอื้อมไปสู่ความลึกอย่างยิ่ง; ความลุ่มลึก
A gulf profound. John Milton.
ลึกมากๆ; จริงจังมากๆ;
ความลุ่มลึกทางปัญญา; การเจาะลึกเข้าไปในหัวข้อที่ศึกษา;
เข้าถึงก้นบึ้งของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือ ของสาขาความรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง;
as, a profound investigation or treatise;
a profound scholar; profound wisdom.
Irony
“…ความหมายภายนอกและความหมายภายในของสิ่งที่ต้องการพูดไม่ตรงกัน”
“ความไม่ลงรอยกันระหว่างสิ่งที่คาดหวังและสิ่งที่เกิดขึ้นจริง”
จะเห็นได้ว่าคำต่างๆ ที่อาจารย์ยกตัวอย่างมาทั้งหมด Cliché, Kitsch, Irony,Profound และ Authenticity สามารถนำมาใช้ในการอธิบายงานศิลปะ รวมถึงงานสถาปัตยกรรมได้ และถ้าเข้าใจ”คำ”ต่างๆ เหล่านี้อย่างลึกซื้ง ก็แน่นอนว่าจะส่งผลให้เราเข้าใจงานออกแบบที่เรากำลังทำได้อย่างชัดเจนมากขึ้นด้วยค่ะ
ขอสรุปตามสไลด์สุดท้ายของอาจารย์ธวัชชัย ที่อาจารย์ตั้งคำถามว่า เราทำงานในหัวข้อ “Ctrl+C, Ctrl+V”ไปเพื่ออะไร
แล้วผลที่ได้จะได้อะไร?
Authentic, parody or Irony?
Kitsch or Cliché?