Spatial Generators (04)
สิงหาคม 25, 2009
กลับเข้ามาที่ซีรีย์เรื่อง Spatial Generators กันอีกครั้งนะครับ
จากความเิดิมในตอนที่แล้ว คือ การพยายามทำความเข้าใจว่านักศึกษาแต่ละคน (เท่าที่คัดสรรมาจากคะแนนกลุ่มที่ได้มากและได้น้อยในสตู4 (1/2552) โดยที่ขอความยินยอมในการเปิดเผยเรื่องและภาพแต่ไม่ใช้ชื่อจริงของนักศึกษา) มีแนวคิดแนวทางการทำงานอย่างไร ทำไมถึงออกมาเป็นเช่นนั้น มีพื้นฐานมาจากอะไร ได้รับแรงบันดาลใจอะไร หรือติดขัดปัญหาอะไร ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถสะท้อนให้เห็นถึง กระบวนการเรียนและกระบวนการสอนที่เกิดขึ้นกับวิชาสตู ถ้าไม่ในสตู4 ก็ในภาพรวม ตอนนี้ผม (และนักศึกษาผู้ช่วยงานวิจัย)ได้ทำการสัมภาษณ์ไปกันแล้ว 7 คน (เหลืออีก1กรณีศึกษา) และเชื่อว่าน่าจะนำเสนอในภาพรวมได้ทั้งหมด ก่อนที่จะวิเคราะห์แบบตัดขวางอีกครั้ง ติดตามกันนะครับ จะนำเสนอเป็นกรณีศึกษาไปนะครับ เริ่มกันเลย:
กรณีศึกษาที่ 1 : Knowing Through Making
นักศึกษาที่เป็นกรณีศึกษาที่ 1 นี้ เป็นคนที่ทุกคนเชื่อว่า “มือดี” และมีการรับรู้ (Sense) “ทางความงามที่ดี” และที่สำคัญให้คะแนน (Credit) ไปแล้วว่า “ทำอะไรก็มักจะดูดีไปหมด” คำถามที่เกิดขึ้นคือ มีนักศึกษาที่มีลักษณะแบบนี้เยอะไหม มันสะท้อนให้เห็นถึงตั้งแต่ ระบบการรับเข้า (Admission) เลยว่าที่เราทำอยู่ดีแล้วสามารถรับคนเก่งๆ ขนาดนี้เข้ามาได้ หรือถ้าพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ “นักศึกษาคนนี้ (หรือกลุ่มนี้) เก่งมาอยู่เดิมแล้วตั้งแต่ต้น” ที่เราทำคือ เหมือนให้โจทย์ในการให้เค้าของทำ ของลับเหลี่ยมคม เพื่อให้ทิศทางการออกแบบของเขาดีขึ้น มันใช่เช่นนั้นหรือไม่ สำหรับผม ผมว่าไม่ทั้งหมด
เมื่อมีโอกาสเข้าไปสัมผัสงานของนักศึกษาและพูดคุยถึงแนวคิด วิธีคิด ระบบการทำงานของนักศึกษากรณีศึกษาที่ 1 นี้พบว่า นักศึกษามักจะเริ่มคิดจากโจทย์ที่ได้รับ มักจะอยู่ในรูปของชนิดอาคาร (Building Type) และพัฒนาแนวคิดจากหน้าที่ใช้สอย (Function) ที่รู้จักและคิดควบคู่ไปกับการพิจารณาถึงบริบทโดยรอบ (Context) นักศึกษาไม่ได้สนใจว่าจะต้องหาแนวคิด (Concept) ที่ “หรูหรา” และ “แหวกแนว” แต่สนใจที่เป็นรูปธรรม กายภาพ จับต้องได้ เข้าใจได้ ไม่พยายามที่จะใช้ระบบคิดแบบ อุปมาอุปไมย (Metaphor) ที่อาศัยรูปทรงของอาคารในการสื่อสาร เพราะตัวนักศึกษาเองเชื่อว่า “ยากที่จะเข้าใจ” วิธีการทำงานโดยเริ่มจาก “การสร้างที่ว่าง” ก่อน “การคิดถึงที่ว่าง” (แม้ว่าจะเป็นช่องว่างที่แคบมากก็ตามระหว่างก่อนและหลังการสร้างและการคิดนี้ แต่นักศึกษาเชื่อว่าการคิดและจินตนาการตามหลังสิ่งที่เขาทำ) ไม่เน้นวิธีการวาดหรือสเก็ต เพราะไม่ได้อารมณ์ และไม่สามารถเห็นได้จริงในผลที่เกิดขึ้นของมัน “รูปทรงของที่ว่าง” (Forms of Space) ที่นักศึกษาคิดมักจะออกมาตาม “การใช้สอย” และบรรยากาศที่ผู้ใช้อาคารจะเข้าไปพบเจอ ความงามที่เกิดขึ้นเกิดจากการปรับแต่งรูปทรงของที่ว่างนั้นตามเรขาคณิตบริสุทธิ์ (Euclidean Geometry) มากกว่าจะเป็นการอาศัยรูปทรง Free Form (Non-Euclidean Geometry) นักศึกษายอมรับว่า ข้อจำกัดของตัวเอง คือ “วัสดุ” ที่ใช้ในการตัดโมเดล เพราะเพียงแค่ กาว และ กระดาษชานอ้อย ไม่สามารถ “ทดลอง” หารูปทรงของที่ว่างที่อยู่ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปได้

Previous Work of CaseStudy_01
จุดกำเนิดแรกที่นักศึกษาเริ่มใช้ หรือคาดว่ากระบวนการ Learning by Doing เกิดขึ้น คือ เมื่อปี 2 เป็นออกแบบโครงการที่ตัวนักศึกษาเองไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนทำให้ต้องหาวิธีใหม่ๆ เพื่อสร้างสรรค์ Space และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการตัดโมเดล Schematic แต่อย่างไรก็ตามยังคงเป็นการออกแบบ (ตัดและคิด) แค่ในระนาบเดียว และได้พัฒนาไปสู่การออกแบบรูปทรงของที่ว่างที่มีการพิจารณาถึงองค์รวมได้ดีขึ้น คือ “คิดปริมาตรของที่ว่างผ่านรูปตัด (แกนดิ่ง) ไปพร้อมๆ กับแปลน (แกนนอน)” และแน่นอนว่านักศึกษาให้เครคิตกับอาจารย์ในสตูปี 2 ที่ได้ช่วยให้เขาจัดการกับความหลากหลายของวิธีการคิดและเพิ่มวิธีการพิจารณาสร้างสรรค์รูปทรงของที่ว่างได้ซับซ้อนขึ้น
นักศึกษาในกรณีศึกษาที่ 1 นี้ทิ้งท้ายว่า ตัวเองอยากจะ “ทดลอง” การสร้างสรรค์ รูปทรงของที่ว่างใหม่ๆ แต่มีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น วัสดุในการทำโมเดลที่ตัวเองไม่รู้ว่าจะใช้อะไรอื่นได้บ้างในการทำ หรืออยากจะลองใช้แต่กรอบเวลาในการทำงานและวัตถุประสงค์ของโครงการซึ่งเป็นข้อแม้ที่ทำให้เขาไม่ได้ทดลองสักที คะแนนก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขาไม่กล้าที่จะ “ทดลอง” อะไรใหม่ๆ จากคำนักศึกษาเองที่ว่า “ไม่ Aก็F” เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึง ความคิดความเชื่อของนักศึกษาสถาปัตยกรรมหลายๆ คนที่ผมประสบเจอ ทั้งๆ ที่เรามีคนที่มีศักยภาพที่น่าสนใจ (สุดขีด) อยู่ในมือ นั้นทำให้ผมคิดว่า เรากำลังเจียระไนเพชรเม็ดนี้ไปในรูปแบบไหนกันแน่ น่าคิด น่าคิด
สิงหาคม 25, 2009 at 2:17 pm
หนูเห็นด้วยค่ะอาจารย์ ว่า ไม่ A ก็ F เนี่ย มันค้ำอยู่ ทำให้ไม่กล้าที่จะทำอะไร ไม่กล้าลอง ไม่ใช่เรียนเพื่อหวังคะแนนและไม่ต้องการการพัฒนา แต่บางครั้งพ่อแม่ก็หวังที่จะเห็นคะแนนดีดีจากพวกเราเช่นกัน พ่อแม่บางคนไม่ได้มีความเข้าใจมากนักว่าทำไมลูกได้คะแนนไม่ดี นี่มันเป็นปัจจัยนึงที่นักเรียนต้องการได้คะแนนดีดี จนไม่กล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ ๆ เช่นกันค่ะ
กันยายน 1, 2009 at 11:24 am
ผมว่าต้องแยกออกเป็นสองประเด็น
ประเด็นแรก เป็นความสนใจของเรา เอาตรงนี้ให้ชัดก่อนว่ากรอบหรือขอบเขตของเราจะอยู่ตรงไหน เช่น ต้องการรู้ ต้องการลอง แต่ก็สามารถตอบโจทย์พื้นๆ หรือข้อกำหนดพื้นฐานได้ เช่น ทางเดินต่อเนื่องกันไหม zoning ในการใช้งานได้ไหม ถ้าตรงนี้ไม่รอดผมว่ายากที่จะได้ลองจริงๆ หรืออาจารย์ท่านจะให้ลองจริงๆ
ประเด็นสอง เป็นความสนใจของผู้ปกครอง ว่าเราเรียนอะไร เราทำคะแนนดีไหม ผมว่าตรงนี้ห้ามคิดกันไม่ได้แน่นอนครับ ผู้ปกครองคงอยากจะเห็นเราได้คะแนนดีมากกว่าได้คะแนนไม่ดี
เราก็ต้องแจ้งให้ท่านทราบนะครับ หรือพิสูจน์ให้เห็น มันจะไปตามกับประเด็นแรก ถ้าเรารู้ว่าเราจะตั้งกรอบและขอบเขตของเราตรงไหน รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ผมว่า ไม่ได้คะแนนน้อยแน่ครับ
อย่าคิดว่ามันค้ำสิครับ
สิงหาคม 30, 2009 at 2:54 pm
กรณีศึกษาคนนี้
ไม่อยู่แล้วครับอาจารย์
แอบไปเที่ยวเมืองนอกซะละ
กันยายน 1, 2009 at 11:24 am
อยากไปบ้าง LOL
กันยายน 3, 2009 at 4:19 pm
ไม่ A ก็ F
เอา 2 อย่างเลยไม่ได้เหรอ
มีทั้ง 2 ตัวไว้ไปสมัคร Academy Fantasia ไง