Studio2 : Sketch Design 1 : ส่วนขยายของร่างกาย
สิงหาคม 21, 2009
พอดีเห็นอาจารย์สันต์มาเล่าเรื่อง SKD.ของปี 4
ก็เลยไปค้นคลังรูปของ Studio 2 มาแบ่งกันดูบ้าง
สืบเนื่องจากโปรเจคท์แรกของปี 2 ที่พูดถึงการกำหนด Architectural space ที่สัมพันธ์กับมิติพื้นฐานของร่างกายมนุษย์ ได้แก่ กริยา(Verb) / ประสาทสัมผัส (Senses) และคุณสมบัติขององค์ประกอบทางกายภาพที่นำมาใช้กำหนด space นั้น
SKD. ชิ้นแรก เลยเป็นงานที่ช่วยขยายความโปรเจคท์ ในหัวข้อว่า “ส่วนขยายของร่างกาย”
โดยมีตัวอย่างง่ายๆ ในชีวิตประจำวันเช่น รองเท้า / ปากกา เป็นส่วนขยายของร่างกายที่ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับกิริยาต่างๆ ของมนุษย์
ถ้าเราเข้าใจข้อจำกัดของร่างกายมนุษย์ เราก็น่าจะสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อทดแทนข้อจำกัดเหล่านั้นได้

ในวันตรวจงาน (ซึ่งแบ่งกันตรวจเป็นกลุ่ม) เลยตั้งใจพาทั้งกลุ่มลงไปตรวจกันที่ลานตระกร้อ บริเวณพื้นที่เป็นขั้นๆ ที่พวกเรามักจะใช้นั่งดูบอล หรือนั่งล้อมวง Happy Hour กัน
ด้วยความตั้งใจจะบอกว่า ถ้าเราสามารถออกแบบสถาปัตยกรรมให้สามารถรองรับกริยาและความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ สถาปัตยกรรมก็สามารถเป็นส่วนขยายของมนุษย์ที่จะก่อให้เกิดการกำหนด space โดยกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ได้ในทางกลับกัน
งานหลายชิ้นของกลุ่ม 2 ยังไม่ค่อยแปลกใหม่นัก ส่วนใหญ่เป็นงานที่อ้างอิงกับผลิตภัณฑ์ที่พวกเราใช้กันในชีวิตประจำวัน เช่น หูฟัง mp3 / ปลอกแขนที่เป็นหมอนในตัว แต่ก็มีงานของบางคน เช่นงานชื่อ”อิงแอบ”ของโบตันที่ออกแบบเพื่อแก้ปัญหาที่ตัวเองพบเจอเวลานั่งรถกลับบ้าน คือนั่งหลับแล้วเผลอไปพิงคนอื่นโดยไม่รู้ตัว ก็เลยออกแบบเป็นปลอกที่สวมเข้ากับบ่าและมีแผ่นบางๆ ที่รองรับด้วยสปริงกว้างพอที่จะรับน้ำหนักศรีษะตัวเองได้ ถือว่าเป็นงานชิ้นที่เริ่มมองเห็นปัญหาจากสถานการณ์และข้อจำกัดของความเป็นมนุษย์ แม้ว่าในแง่ของผลงานออกแบบ อาจจะยังต้องการการพัฒนาต่อ หรืองาน”เกี่ยวกัน”ของแบมที่ออกแบบเป็นตัวเกี่ยวลักษณะเหมือนมือจับของตู้ที่แบมบอกว่าเจ้าตัวนี้สามารถจะนำไปติดเครื่องเรือนหรือภาชนะ แล้วใช้แทนมือจับหรือหูภาชนะได้ แนวคิดน่าสนใจ แต่งานขั้นสุดท้ายก็ยังไม่มีรายละเอียดมากพอ เพราะที่จริงแล้วแบมต้องคิดถึงรายละเอียดในการออกแบบทั้งส่วน”ตัวเกี่ยว”และรายละเอียดอีกด้านที่”ตัวเกี่ยว”มันเข้าไปติดด้วย เช่นวัสดุของทั้ง 2 ฝั่งต้องเป็นแม่เหล็ก ถึงจะสามารถใช้งานได้จริงจัง เป็นต้น





สรุปว่า งานโดยรวมของทั้งกลุ่มอาจจะยังไม่เข้าตากรรมการ แต่รอยยิ้มพิมพ์ใจในรูปถ่ายของทั้งกลุ่มกับผนังอิฐนี่ประทับใจหลายหลาย
สิงหาคม 25, 2009 at 2:35 am
ขอร่วมแจมนะครับ
เป็นโจทย์งานที่ท้าทายครับ เพราะการมองว่า “ที่ว่าง” (ไม่ใช่ิิพิจารณาถึงตัวงานสถาปัตยกรรม itself คือยังไม่มีพื้นที่ใช้สอยเข้ามาเป็นตัวกำหนดภาษาและความคุ้นเคยในแง่ของ Orientation ร่างกายในที่ว่างนั้น) เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายคนเป็นโจทย์ที่ดี อย่างไรก็ตามเมื่อดูงานของนักศึกษาแล้ว (ใน stage ตามที่Postมาไว้นี้) ดูเหมือนยังไม่ค่อยเข้าใจถึงโจทย์หรือวัตถุประสงค์ของงานเท่าไหร่ ยังยึดติดกับภาพคุ้นตาเดิมๆ มองวัตถุเป็นวัตถุอย่างเดียวแต่ไม่ได้มองว่าวัตถุที่ทำอยู่นั้นเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายอย่างไร ถ้าจะอธิบายต่ออีกนิดคือ มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่ “แยกออกไปได้” (Supplement) แต่น่าจะิคิดในทำนองเดียวกันกับสิ่งที่ “แยกออกไปไม่ได้” คล้ายๆ กับแนวคิดเรื่อง Prosthesis นะครับ เสนอว่าน่าจะให้นักศึกษาลองอ่านหนังสือที่ว่าด้วย “ระยาง” และ “ระยะห่างของคน” (Proxemics) เช่นงานของ Edward T. Hall, Hidden Dimension ดูน่าจะช่วยทำให้พวกเขาเข้าใจประเด็นของ “ที่ว่างเป็นส่วนต่อเชื่อมของระยางของคน” น่าจะดียิ่งขึ้นครับ เอาใจช่วย
S
กันยายน 4, 2009 at 4:29 am
ขอบคุณความคิดเห็นจาก อ.สันต์ค่ะ
ที่จริงเทอมนี้ ก็มี Lecture ของอาจารย์ธวัชชัยที่เนื้อหาว่าด้วย (Proxemics) อยู่ค่ะ
สิ่งหนึ่งที่พยายามทำอยู่และรู้สึกว่ายากคือ
พยายามเปลี่ยนวิธีการรับรู้ของนักศึกษา(ที่ติดตัวมาตั้งแต่สมัยเรียนประถม)ว่า”การเรียน”คือการฟังเล็คเชอร์และกลับบ้านไปทำงานตามคำสั่งของอาจารย์ มาเป็นจะ “เรียน”อย่างไรเพื่อให้”เข้าใจ”และ”ออกแบบ”ได้
และในบริบทของเด็กไทย เรื่องของภาษาและการเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรมก็ยังเป็นสิ่งที่ยากสำหรับนักศึกษาอยู่ดี
กันยายน 6, 2009 at 10:13 am
เห็นด้วยครับว่า ปัญหาเรื่องภาษาและความเข้าใจข้ามวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่ยากสำหรับนักศึกษามาก
ยังคิดไม่ออกว่าจะแก้ปมปัญหานี้ได้อย่างไร?
ประเด็นที่เกี่ยวกับนักศึกษาเองก็เป็นปัญหาที่หนักหนาเอาการ โดยเฉพาะในปีนี้ ที่พูดนี้ไม่ได้โทษตัวนักศึกษา แต่โทษระบบการศึกษาที่เน้นแต่การติวเพื่อสอบอย่างเดียว (ซึ่งก็โทษต่อไปยัง การเน้นความสำคัญของการวัดผลการศึกษาแบบตรรกะคณิตศาสตร์) ทำให้ นศ. เคยชินกับการเรียนแบบจดเลคเชอร์ ท่องจำ ทำแบบฝึกหัด แล้วก็ผ่านไปทำบทใหม่ต่อไป
ในขณะที่การเรียนดีไซน์ นศ. จะต้องเก็บเกี่ยวความรู้ทั้งหมด ทั้งที่ได้จากโปรเจค เลคเชอร์ และการตรวจแบบ การจูรี่ นำมาสังเคราะห์และซึมซับเพื่อทำโปรเจคใหม่จะได้มีความลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น
แต่ที่เจอตลอดมาตั้งแต่ต้นเทอม คือ สิ่งที่เป็นตรงข้ามโดยสิ้นเชิง
ล่าสุดเมื่อวานนี้เอง นศ. ในกลุ่มเดิมที่เคยสอนในโปรเจคแรก มาขอให้คอมเมนท์แบบ ปรากฏว่าเข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายแล้ว มี study model เพียงแต่ 2 อัน และก็เป็น study model ที่เห่ยยยมากๆ คล้ายกับว่า เมื่อเราได้อ่านโจทย์ครั้งแรก แล้วมีไอเดียผุดขึ้นในนาทีแรกอย่างนั้น แค่นั้นเองจริงๆ โอ….ชีวิต….
สอนนักสอนหนาว่า ย้ำแล้วย้ำอีกว่า เมื่อสมองคิดแล้วมือต้องทำ ต้องขีดๆเชียนๆ ต้องทำโม อย่าเอาแต่คิดๆๆๆ เราไม่ได้เรียนวิชาปรัชญา หรือวิชาอักษรศาสตร์ เพื่อไปเป็นนักคิดนักปรัชญา หรือ นักเชียน สถาปนิกสื่อสารด้วยภาพสเกตซ์ ด้วยโมเดล ถ้าไม่ปล่อยความคิด unload ออกมาเป็นภาพ หรือ เป็นโมเดล ความคิดนั้นๆจะคอยหลอกหลอนเราอยู่เรื่อยไป ทำให้เราติดเหมือนปลาติดแห ในที่สุด เราก็มีแค่ความคิดที่ว่างเปล่า มีกระดาษเปื้อนรอยหมึกรอยดินสอไม่กี่แผ่น จะเอาอะไรไปพรีเซนท์?
มาจนบัดนี้ สิ่งที่เพียรพยายามสอนมาเกือบจะหมดเทอมนี่ ไม่ปรากฏมรรคผลใดๆเลย…..
เหนื่อย นะ เนี๊ยยย….:-< …ขอบอก
บ่นไปบ่นมาจับประเด็นไม่ค่อยถูกแล้ว… ถือว่าฉวยโอกาสระบายหน่อยก็ละกัน
กันยายน 6, 2009 at 3:11 pm
แวะมาฟังอาจารย์บ่นค่ะ
สงสัยเทอมหน้าต้องหาวิธี shocked นักศึกษากันอีกซักรอบ
อย่างนักศึกษาที่กลุ่มก็ยังฟังคอมเมนต์ไปและจดยิกๆๆ อยู่เลยค่ะ
ต้องหาวิธีเอากระดาษและปากกาออกไปจากมือ แล้วใช้ตากับประสาทสัมผัสอื่นๆ กันให้มากๆ
โดยเฉพาะการ”ฟัง”อย่างตั้งใจ