มีคำถามครับ StudioSpaces
1. ทำไมเราถึงมักจะ สรุปว่า “ท่าพิเศษไม่สามารถตอบความต้องการของ กส ได้”
2. ทำไมเราถึงมักจะ สรุปว่า “คนที่จะทำท่าพิเศษได้จะต้องมีคะแนนสตูดีมาก่อน”
3. ทำไมเราถึงมักจะ สรุปว่า “โครงการที่มีโปรแกรมที่ไม่อิงกับ Building Type หรือเริ่มต้นคิดจาก Building Type ถึงไม่สามารถให้นักศึกษาเรียนรู้ โครงสร้าง งานระบบ และเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานที่ออฟฟิศ”
4. ทำไมเราคิดว่าเราจะต้องเตรียมนักศึกษาให้พร้อมต่อการทำงานทันที
5. ทำไมเราคิดว่า สิ่งที่เราได้รับเสียงสะท้อนจาก บริษัท (ผู้ใช้งานบัณฑิต) ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องการให้มีความรู้ความสามารถด้านการเีขียนแบบเคลียร์แบบอย่างแน่นอน เป็นการกำหนดว่า นักศึกษาเราไม่เก่งด้านโครงสร้าง และงานระบบ
6. ทำไมเราไม่คิดที่จะไปเพิ่มความเข้มข้น ท้่าทาย และขยายผล ในด้านวิชาโครงสร้างอาคาร และงานระบบ มากกว่าจะมากำหนด Building Type ในงานออกแบบ
6. ทำไมเราคิดว่า…. ทำไมเราต้องคิดว่า….ค่อนข้างเซ็งครับท่าน
T_T มีคำถามมากมาย เกินจะหาคำตอบได้แล้วครับ studiospaces

21 Responses to “ทำไม ทำไม ทำไม…”

  1. studiospaces Says:

    อันนี้ตอบได้บางข้อครับ
    ขออนุญาติตอบข้อห้าครับ

    ผมไม่คิดว่าเราต้องฟังเสียงบริษัทเท่าไหร่นัก ยิ่งคอมเมนท์ที่บอกว่าเอาไปเขียนแบบเคลียแบบนี้ฮาซ้ำซ้อน (ในความคิดผม) มหาวิทยาลัยมีมากมาย แต่ละมหาวิทยาลัยก็มีแนวทางของตนเอง ทำไมทุกมหาวิทยาลัยต้องเหมือนกันหมด !

    เราคงไม่ซื้อแมคมาลงวินโดว์ใช่มั้ยครับ

    ในขณะเดียวกันเราคงไม่ซื้อพีซีเพื่อที่จะมาลง osx ใช่มั้ย ?

    (โอเคตอนนี้แมคลง วินโดว์ได้ แต่คนซื้อแมคไปลงวินโดว์นี่มันยังไงกัน หรือซื้อแมคไปแล้วใช้แต่วินโดว์นี่มันยังไงกัน – ผมรู้จักอยู่สองสามคนที่ใช้หน้าตาเป็นแมค แต่เปิด วินโดว์ ฮ่า)

    แมคขายได้เพราะเป็นแมค ขายแพงด้วย แต่มันเป็นแมคแล้ว
    ตอนนี้เรายังไม่เป็นแมค แต่เราก็ไม่ควรจะพยายามเป็นพีซีมั้ยครับ ?

    ไม่รู้ชักงงๆ

    แต่จริงๆ มาตอบเพื่อลงชื่อว่าผมไม่ใช่คนเขียน เรื่อง ทำไม ทำไมข้างบนนั้นครับ! (ฮา)

    PS

  2. studiospaces Says:

    ติดลม … ขออีกนิดครับ

    ผมว่ามหาวิทยาลัย มันน่าจะเป็นมากกว่าโรงงานผลิตแรงงานป้อนเข้าสู่ระบบ (อันนี้ไม่ได้ว่าของเราแต่หมายถึงองค์รวมของประเทศ) มันควรจะชี้นำความคิด หรือ เปิดทางเพื่อชี้นำสังคมครับ

    การฟังผู้ใช้บัณฑิตเป็นส่วนหนึ่ง
    แต่บัณฑิตคืออะไร ? และ สามารถถูกใช้ได้หรือไม่
    ผมคิดว่าคำว่า “ใช้” นี่ให้ sense ของสิ่งของสุดๆ

    PS อีกที!

  3. brickbrick Says:

    1. ทำไมเราถึงมักจะ สรุปว่า “ท่าพิเศษไม่สามารถตอบความต้องการของ กส ได้”
    วิทยานิพนธ์เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรค่ะ ถ้าหลักสูตรตอบความต้องการของ กส. ได้ นักศึกษาจะเลือกทำวิทยานิพนธ์ท่าไหน ก็ไม่น่าจะมีปัญหา
    2. ทำไมเราถึงมักจะ สรุปว่า “คนที่จะทำท่าพิเศษได้จะต้องมีคะแนนสตูดีมาก่อน”
    ฮ่า…อันนี้อาจจะต้องคุยกันยาว เพราะใน blog ท่าพิเศษฯ เรามีการตอบกันไปหลายแง่มุม แต่มีแง่มุมหนึ่งที่ไม่ค่อยได้พูดถึง คือถ้าเราเปิดโอกาสให้มีการทำ Thesis ท่าพิเศษกันได้จริงๆ แล้ว คุณสมบัติของนักศึกษาแบบไหนล่ะ ที่เราคิดว่าเขาสามารถทำท่าพิเศษได้ (เดี๋ยวต้องออกตัวก่อน ว่าประโยคนี้ไม่ได้มาจากเราน้า…เพราะอะไรที่เกี่ยวกับทีสิสนี่ ท่าทางจะเป็นประเด็นยาว :P )
    เนื่องจากได้อยู่ในสถานการณ์ทีสิสมาก่อน อ.สันต์ 2-3 ปี ก็คงต้องยอมรับว่าทีสิส”ท่าพิเศษ”ที่ผ่านสายตาเรามานั้น ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเลยซักราย ในที่ประชุมซักครั้งหนึ่งก็เลยมีการกล่าวถึงคุณสมบัติของนักศึกษาที่จะสามารถทำทีสิส”ท่าพิเศษ”ได้ และคุณสมบัติหนึ่งที่เกริ่นกันในที่ประชุมก็คือ“คนที่จะทำท่าพิเศษได้จะต้องมีคะแนนสตูดีมาก่อน” เพราะว่าคนที่จะทำท่าพิเศษได้นั้น ควรจะเป็นคนที่กรรมการวิทยานิพนธ์มั่นใจได้ว่าเขาผ่านท่าธรรมดาๆ มาแล้วในทุกชั้นปี
    ก่อนที่จะไม่เห็นด้วย ขอเล่าสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นจริง หรือเกิดขึ้นจริงมาแล้ว ให้ฟังแล้วกัน ว่าสมมติว่ามีนักศึกษาคนหนึ่งเดินเข้าไปหาอาจารย์คนหนึ่งและบอกว่าอยากทำทีสิสเรื่องอนุสรณ์สถานของสันติภาพ โดยบอกว่าเนื่องจากสันติภาพเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงแน่ๆ แล้วในประเทศไทย เค้าก็เลยอยากทำโครงการนี้ขึ้นมา แล้วอยากเลือกอาจารย์ท่านนั้นเป็นที่ปรึกษา เชื่อว่าอาจารย์(ไม่ว่าใครก็ใคร)ก็คงจะอึ้งไปซักพัก ถ้าเป็นอาจารย์ปี 4 ก็อาจจะตั้งตัวได้เร็วหน่อยเพราะเพิ่งเห็นพัฒนาการกันมา แต่อย่างเราที่เป็นอาจารย์ปี 2 ก็คงจะอึ้งนานหน่อย(เพราะถึงจะมีความทรงจำเกี่ยวกับนักศึกษาคนนั้นอยู่บ้าง แต่ก็เจือจางเหลือเกิน)และยังไม่สามารถให้คำตอบได้ในทันที สมมติว่าเชื่อว่าตัวเองสามารถให้คำแนะนำได้ แต่การเรียนการสอนเป็นกระบวนการ 2 ทาง ดังนั้นสิ่งสำคัญก่อนรับปากเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ก็คงต้องการความเชื่อมั่นว่านักศึกษาคนนี้สามารถจะทำโปรเจคท์ยากๆ และอยู่กับความกดดัน(ที่เกิดขึ้นแน่ๆในอนาคตได้)
    ในความคิดเห็นส่วนตัว นักศึกษาที่เสนอทำโครงการ”ท่าพิเศษ”ในกรณีที่คณะฯเปิดโอกาสให้ทำได้ ก็ควรจะมีความพิเศษเหมือนกัน อาจจะไม่ต้องได้คะแนนสตูดี (แต่ต้องมีเหตุผลที่สามารรับฟังได้ ว่าทำไมถึงได้เกรดเท่านั้น)/ ต้องมีความตั้งใจจริง/ มีความ”รู้”ที่เป็นพื้นฐานสำหรับโครงการอยู่แล้วและสามารถต่อยอดในส่วนข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำโครงการได้ภายในเวลา 4 เดือนของ Pre-Thesis /ต้องไม่มีทัศนคติว่าเลือกทำโครงการนี้เพราะอยากเท่ แต่เป็นสิ่งที่ตนเองกระหายใคร่รู้จริงๆ /……..

    3. ทำไมเราถึงมักจะ สรุปว่า “โครงการที่มีโปรแกรมที่ไม่อิงกับ Building Type หรือเริ่มต้นคิดจาก Building Type ถึงไม่สามารถให้นักศึกษาเรียนรู้ โครงสร้าง งานระบบ
    6. ทำไมเราไม่คิดที่จะไปเพิ่มความเข้มข้น ท้่าทาย และขยายผล ในด้านวิชาโครงสร้างอาคาร และงานระบบ มากกว่าจะมากำหนด Building Type ในงานออกแบบ
    และเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานที่ออฟฟิศ”
    ขอตอบข้อ 3 กับข้อ 6 รวมกัน
    สองคำถามนี้..นั่นสิคะ ทำไม
    (ที่จริงมีคำตอบนะ แต่ขี้เกียจพิมพ์อยู่ คาดว่าจะยาว)

    4. ทำไมเราคิดว่าเราจะต้องเตรียมนักศึกษาให้พร้อมต่อการทำงานทันที
    5. ทำไมเราคิดว่า สิ่งที่เราได้รับเสียงสะท้อนจาก บริษัท (ผู้ใช้งานบัณฑิต) ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องการให้มีความรู้ความสามารถด้านการเีขียนแบบเคลียร์แบบอย่างแน่นอน เป็นการกำหนดว่า นักศึกษาเราไม่เก่งด้านโครงสร้าง และงานระบบ
    ขอตอบข้อ 4 กับข้อ 5 รวมกัน(แต่อาจจะไม่ตรงคำตอบ…ฮา)
    เร็วๆ นี้เพิ่งคุยกับเพื่อนต่างสถาบันเรื่อง การเขียนบทความลง Journal / และค่า Impact Factor เพื่อนก็พูดออกมาคำหนึ่งว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของการ Colonized ทางการศึกษา
    อื้อ! จริง ระบบการศึกษาของไทยยังเป็นแนวคิดผลิตคนเพื่อป้อนระบบอุตสาหกรรมอยู่เลย เมื่อไหร่หนอ ระบบการศึกษาโดยภาครัฐทุกระดับจะสามารถเปลี่ยนเป็นการศึกษาเพื่อ”พัฒนา”คนและชีวิตได้อย่างแท้จริง
    อ้อ! ที่จริงกำลังอยากได้ Mac อยู่เหมือนอาจารย์ PS  แต่ในแง่ของการศึกษาสถาปัตย์ในปัจจุบัน ยังยอมรับว่าเรายังต้องอิง กส.อยู่ เพราะนอกจากจะมี”ผู้ใช้”บัณฑิตแล้ว เรายังมีพ่อแม่บัณฑิตที่เลี้ยงบัณฑิตมาจนโต ที่จริงเราควรจะทำตัวอย่างแมค ที่ในที่สุดก็ยอมปรับตัวให้ใช้ windows ได้ แต่ก็ยังเท่อยู่

    6. ทำไมเราคิดว่า…. ทำไมเราต้องคิดว่า….
    เพราะว่า I Think, Therefore I am ค่ะ
    (ว่าแล้วก็ขอผลิตซ้ำวาทกรรมซะหน่อย)

  4. T Says:

    อื้อฮือ… ลงท้ายได้เฉียบจริง :-)

  5. brickbrick Says:

    แหะ..แหะ..อาจารย์แวะมาดึกจังค่ะ :)

  6. brickbrick Says:

    แวะมาอืกรอบเพื่อดีเฟนด์ตัวเอง(เดี๋ยวนอนไม่หลับ)ว่า คำตอบข้อสองเป็นคำตอบเฉพาะกรณีที่เราได้ข้อสรุปแล้วนะ ว่าเราสามารถแบ่งทีสิสได้เป็นท่าธรรมดาและท่าพิเศษ แต่ถ้าไม่แบ่ง คำตอบของเราก็คงเป็นคุณสมบัติของนักศึกษาปี5 ทั่วไปที่พร้อมสำหรับการทำวิทยานิพนธ์ (ซึ่งมีมั้ยเนี่ย ดูเป็น advisee ในฝันจัง :p

  7. s Says:

    (ทำไม) I think, (แล้วจึง Assume ว่า) therefore I am เพราะผมรู้สึกอึดอัดในอาทิตย์ที่ผมเขียน ผมไม่มีความรู้สึกว่า ผมมีอยู่ (อย่างสบายใจ อย่างที่สนุกกับการทำงาน อย่างที่อย่างจะเข้ามาเขียน Blog อย่างใจจดใจจ่ีอ อย่างที่อยากจะรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในนี้บ้าง) ดังนั้นผมจึงจำเป็นต้องคิด ถ้าจะเปลี่ยนวลีนี้ใหม่น่าจะเป็น I am (sick), therefore I think (how and why I feel like that… ho ho)

    ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้ที่ผมคิด มันคงจะถูกคิดกันมามากแล้วล่ะครับ บางครั้งบางทีเราก็ไม่รู้ว่าจะพูดไปทำไม (เหมือนกับพูดกับคนอื่นคนละภาษา) ก็เลยเริ่มจางๆ ไป อยากจะมี Advisee ในฝันอย่างที่อาจารย์เหล่าให้ฟังเหมือนกัน วิ่งมาคุยกันเลยว่าอยากจะทำอย่างโน้น อย่างนี้ แล้วจะได้วางแผนกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

    ทุกวันนี้ก็ยังคิดอยู่นะครับว่า ทำไม… (การเรียนการสอนมันเริ่มที่จะเหมือนกันกับตอนที่ผมเรียน10-15ปีก่อนแล้วง่ะ ถอยหลังอยู่ป่ะเนี่ย ho ho)

    S

  8. T Says:

    Ho Ho Ho!!!

    อาจารย์พูดว่า 10-15 ปีก่อน (เหมือนจะบอกว่ามัน น้านน นาน มาแล้ว…) แล้วผมจะพูดว่าอะไรดี (ที่มันดูไม่แก่เกินไป เหลือพื้นที่ว่างให้ผมบ้างซิครับ) :-(

    cheer up!!!

  9. กิ๊ก Says:

    หนูเชื่อว่าหลายคน ไม่รู้หรอกค่ะว่างานตัวเองหรืองานใครเป็นท่าพิเศษ
    แม้ว่าจะรู้ ก็ทำไปเพียงเพราะกระหายที่จะทำแค่นั้นเอง ความรู้สึกดังกล่าวจะไม่ซับซ้อนเลยค่ะ ถ้าไม่อธิบาย

    ค่อนข้างไม่เห็นด้วยค่ะ ที่ว่า “คนที่จะทำท่าพิเศษได้จะต้องมีคะแนนสตูดีมาก่อน”
    เป้าหมายของธีสีสคืออะไรคะ

    อะไรคือ สิ่งที่เรียกว่าประสบความสำเร็จคะ

    การศึกษาคืออะไรคะ การศึกษามีข้อจำกัดด้วยหรือคะ

    เป้าหมายของการศึกษาไม่ใช่การเรียนรู้หรือคะ?

    น่าเสียใจนะคะ ถ้าทุกอย่างถูกวัดเป็นเกรดไปซะแล้ว?

  10. brickbrick Says:

    แวะมายืนยันว่าอาจารย์ T ยังไม่แก่ค่ะ
    ความคิดอาจารย์ยังหนุ่มมากมาย :)

    ส่วนประเด็นของกิ๊ก ขอเก็บไว้ถกเสาร์-อาทิตย์

    รู้สึกว่า blog นี้เริ่มอันตรายขึ้นเรื่อยๆ

    อันตรายในที่นี้หมายความว่า
    1.ถ้าจะถกจริงๆจังๆ ในทุกเรื่องที่มีคำถามมานี่
    สงสัยจะได้หนังสือ 1 เล่มว่าด้วยเบื้องหลังโรงเรียนสถาปัตย์
    2.เราเริ่ม click มาที่ blog นี้เป็นหน้าแรกสุดก่อนเริ่มทำงานทุกครั้ง ….เฮ้อ..

  11. Ne-o-k Says:

    ขอแจมน่ะครับ สนุกดี
    I think, therefore I am….
    “เขาคิด เขาก็เลยเป็นเขา”.. คือเขาก็มีตัวตนเพราะความคิด(ดีดี)ของเขา
    (เพราะเขาคิดท่ามกลางคนที่ไม่คิด ตัวตนก็เผยออกมาให้เห็นว่าเออ ไอ้เนี่ยมันต่างไปจากพวกที่ไม่คิดอะไร)

    กาณีอ.สันต์นั้น อาจตีแบบสนุกน่ะครับว่า
    I am sick, therefore I think!!!
    “เขาโคตรเซ็งเป็ดเบื่อสุดๆกับสิ่งที่ประสบอยู่… เขาก็เลย(ต้อง)คิด”… คือ เขาพบว่า
    เขาต้องคิดแล้วแหละ (เพราะท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่มีใครคิด…ตัวตนของเขามันฝ่อเรื่อยๆ โดยเฉพาะสมองและพลังของการอยู่อย่างมีตัวตน)

    ดีน่ะครับ ที่ just think…not….doing something else.
    สำหรับผม cheer up! ตามอ. T อีกคนครับ ไม่งั้นใครจะ sick and think ล่ะเนี่ย…
    น้อยคนจะทำได้น่ะ มันไม่ง่ายเลยจ้าาาาาา . :-)

  12. Ne-o-k Says:

    ขอมานึกต่อ…. คือได้ว่ามันก็เป็น กระบวนการผกผันน่ะ
    ปฎิเสธมันไม่ได้ดอก ว่ามันเป็น cycleวัฏสังสาร
    I’m sick, therefore I think…
    I think, therefore I am…
    I am, therefore I’m sick (yet again)..

    ผมมองว่ามันน่าจะเป็นกระบวนการเรียก “ตัวตน” จากการ “คิด” หรือ “ได้คิด” ครับ
    เพื่อนฝรั่งผมเรียกว่าเป็น Morale อารมณ์แบบ “ขวัญ” บ้านเรา
    ถ้ามันตก จิตฝ่อ ก็มานั่งคิด เพื่อให้ตัวตนเกิด ต่อเมื่อ จิต แข็งแรง เราก็รู้สึกดีกับมัน
    เป็นกระบวนการทางปัญญา แบบเดียวกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ คือ นั่งคิด… คิดจริงๆจังๆ
    และความคิดผ่านกาลเวลาก็เริ่มเป็นระบบขึ้นเรื่อยๆ จนจิตมันแจ้ง… (ที่เขาเรียกรู้แจ้งกระมังครับ)

    มันก็เป็น cycle นี้ี่แล ยกเว้นว่าจะเบื่อเลิกคิดไปซ่ะงั้น
    ผมว่า นักคิด ทั้งหลาย โดยเฉพาะพวก Philosopher นั่งริมถนน สังเกตุสังกา
    วันๆได้แต่นั่งคิดไปเรื่อยๆ อาจเรียกว่าบ้าได้ … ก็น่าจะเคยเจออย่างนี้ทุกคนคืออาการ จิตตก
    สำหรับผม มันคล้ายการ “เปิด_ปิด” ของการ “หลุด” (ที่คุยกันในกระทู้ก่อน) เหมือนกันน่ะ
    (ตามทรรศนะผมน่ะครับ) เพียงแต่มัน with or without sane และต้องไม่หยุดที่จะคิด(ต่อ)
    จึงจะ “แจ้ง” ส่วนใหญ่เรามัก “ปิดๆ เปิดๆ” เนื่องด้วยเวลาและวิถีของชีวิตที่ต้องดำเนินไปต่างๆกัน

    ดีน่ะครับ ที่เรามีที่ให้ขีดเขียนความคิดเหล่านี้
    สมัยก่อนนี่ ไม่มีโลกไซเบอร์ ก็ไม่รู้รวบรวมความคิดได้ไงกัน (จำเอากระมัง!)
    สำหรับผมการได้เข้ามาเขียนนี่ รู้สึกดีมากมาก เพราะมันทำให้ “ได้คิด” ก่อนที่จะเขียน
    ไม่เหมือนพูดกันในห้องประชุม ที่ความประหม่าและตื่นเต้น(ของผมส่วนตัวเลยครับ) ที่มักกระชากเอา”เวลาหยุดคิด”ออกไปทุกทีครับ อึม…น่าจะเป็นข้อดีจริงๆอันหนึ่งสำหรับผมน่ะ ในโลกไซเบอร์นี้ หลายคนบอกว่า เทคโนโลยีมันทำให้เราเร็วขึ้น แต่ผมกำลังประสบว่าผมสามารถช้าลงSlow downและคิดได้มากขึ้นในโลกนี้น่ะ

    เอ…ไหง เรื่อง “ท่าและข้อจำกัดต่างๆ” มันมาถึงนี่ได้ไง…
    ขอไปคิดก่อน แล้วมาแสดงความคิดให้ตรงกระทู้อีกทีน่ะครับ :-)

    I think, I think, I think โอมเพี้ยง ขวัญเอ๋ย ขวัญมา….

  13. กิ๊ก Says:

    พูดให้เป็นประเด็นสนุกๆนะคะ ไม่อันตราย ฮา

  14. Ne-o-k Says:

    จ๊ะ… กิ๊กซี่ :-)

  15. Outsider Says:

    I just found this link through one of my friend on face book. It’s very interesting to read and learn about architects’ world and thoughts. Very intelligent group of people. I think you guys should write a book about behind the architect school. I would buy one.

  16. studiospaces Says:

    @Khun “Outsider ”
    Thank you for reading and your comment.
    That ‘s what we think, the interesting world in teaching-learning process in architecture school,so come this blog.

  17. ืno name Says:

    ยังไม่เห็นความกระตือรือร้นใดๆเลย

  18. Mangino Says:

    พอดีมีคุณ No name มาตอบก็เลยทำให้ได้กลับมาดูกระทู้นี้อีกครั้ง เลยหนึ่งปีไปแล้วสำหรับ หน้าล่อเป้าหน้านี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ กฎระเบียบเริ่มรัดติ่วมากกว่าเดิม ? หายใจไม่ค่อยออก (ไม่ค่อยเข้าใจที่คุณ No name พูดว่า ยังไม่เห็นความกระตือรือร้นใดๆเลย ครับ)

  19. brickbrick Says:

    เพิ่งเข้ามาอ่านอีกรอบ
    ยอมรับว่า 1 ปีที่ผ่านมา ตัวเอง”ปลง”(หรือพูดให้สุภาพคือ “ยอมรับ”)อะไรๆ ได้มากกว่าปีที่แล้วเยอะ
    แต่ก็ยังเห็นด้วยกับPS ว่า “มหาวิทยาลัย ควรจะเป็นมากกว่าโรงงานผลิตแรงงานป้อนเข้าสู่ระบบ”
    เพราะ “ระบบ” (ในที่นี้อ้างอิงจากที่ PS ใช้)จะใหญ่เล็กแค่ไหนก็เป็นแค่สิ่งสมมติ

    ดังนั้น ปี 5 ปีนี้ก็สู้กันต่อไปนะ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.