คิดยังไงกับการเอางานออกจากห้องส่งงานมาทำเพิ่ม(หลังจากส่งแล้ว)
กุมภาพันธ์ 9, 2010
ใครๆ ก็อยากให้งานที่อุตส่าห์อดหลับอดนอนมาหลายคืนออกมาดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด
บางทีมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของคะแนน แต่มันเป็นเรื่องของความภูมิใจ
แต่ความภูมิใจของคนเราก็มีหลายประเภทนะ ความภูมิใจที่งานเจ๋ง โมเดลถึก ความภูมิใจในแง่ของจรรยาบรรณ แบบแมนๆ หมดเวลาก็คือหมดเวลา เดี๋ยวตอน jury ก็อธิบายให้อาจารย์ฟัง ความภูมิใจแบบไหนกันที่เราควรมี
ในโรงรียนสถาปัตย์ ด้วยสัดส่วนของอาจารย์กับนักเรียน หนึ่งต่อสิบ ถึงหนึ่งต่อสิบเอ็ด และความที่เราไม่มีห้องส่งงานหรือห้องเก็บงานที่เป็นห้องนิรภัย ผนังกระจกสองชั้น เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะสอดส่องดูแลให้ทั่วถึง
ในฝั่งของผู้คุมกฎ กติกาควรเป็นกติกา นักศึกษาควรทำงานให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนเวลาส่ง เพราะในตารางสอนก็กำหนด Production week ไว้ตั้ง 1 อาทิตย์ แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ทุกครั้งจะเป็นได้อย่างนั้น มีเหตุผลร้อยแปดที่ทำให้เริ่มต้นทำงานช้า แบบไม่ลง ไม่สบาย คอมฯเสีย ไปต่างประเทศ และอื่นๆ
เขียนมาตั้งยาว เรื่องของเรื่องคืออยากฟังความเห็นว่าคิดกันยังไงกับกรณีที่มีเพื่อนเอางานมาทำเพิ่มก่อนจูรี่ ทั้งในกรณีที่ร้ายแรงที่โดนข้อหาทำลายทรัพย์สินราชการและกรณีที่เห็นๆ กันอยู่(ไม่รู้ Studio อื่นเป็นหรือเปล่า แต่เห็นกันเยอะอยู่ใน Studio2) แต่ห้ามไม่ไหว เช่น ติดงาน เอางานกลับไปเติมสีที่ stu หรือทำบางส่วนของโมเดลมาเพิ่ม
พื้นที่ใน blog นี้ไม่ได้เป็นพื้นที่ที่ต้องคาดคั้นเอาผิดเอาถูกกัน แต่น่าจะเป็นพื้นที่สำหรับแบ่งปันความคิดเห็นมากกว่า อยากฟังความคิดเห็นที่จริงใจ คิดยังไงกับกรณีนี้ ถ้ามีเพื่อนทำ เราคิดว่าเขาควรทำหรือเปล่า เป็นการเอาเปรียบกันมั้ย อาจารยืควรหามาตรการที่รัดกุมกว่านี้บ้างไหมในการตรวจรับงาน หรือว่าไม่สนใจ ชีวิตใครก็ชีวิตมัน หรือว่าถ้าเราเคยทำ คิดจะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ มั้ย หรือว่าไง
ป.ล. อยากฟังความคิดเห็นของนักศึกษาก่อน เดี๋ยวถ้าอาจารย์เห็นกันยังไง เดี๋ยวรอรอบหลังนะคะ
FACMU Talk II, the aftershock
มกราคม 7, 2010
คำถามสุดท้ายที่ยิ้วทิ้งไว้น่าสนใจครับ…
แบบประกวดรัฐสภาฯ ครั้งนี้ถือเป็น “ความตายอย่างเงียบสงบ” หรือ “จุดเริ่มต้นใหม่” ของสถาปัตยกรรมไทยประเพณี???
คงไม่มีคำตอบอันเดียว (เป็นคำตอบแบบประเพณีจังเลย) แต่ที่ทำให้ความคิดมันเตลิดเปิดเปิงไปไกล ก็คือ พลันนึกถึงสิ่งที่ Edward T. Hall อ้างเอาไว้ใน Hidden Dimension ตอนที่กล่าวถึงรัฐสภาอังกฤษ พูดง่ายๆก็คือ มีความพยายามจะทำใหม่รัฐสภาอังกฤษ แต่นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น “เซอร์วิลสตัน เชอร์ชิลล์” คัดค้านด้วยเหตุผลว่า การเปลี่ยนแปลงระยะในที่ว่างของรัฐสภาอังกฤษ อาจจะทำให้รูปแบบการปกครองต้องเปลี่ยนแปลงตาม
ถ้าใช้แว่นขยายอันนี้ไปมองระยะที่ว่างในรัฐสภาไทย ก็จะพบว่า เต็มไปด้วยภาษาของระบบเจ้าขุนมูลนาย เป็นระยะของ “ผู้ปกครอง” กับ “ผู้ถูกปกครอง” ในขณะที่รัฐบาลนั่งอยู่บน “แท่นสูง” ฝ่ายค้านต้องนั่งในระดับที่ต่ำกว่า และระยะห่างระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านก็ไกลสุดกู่ ถ้า “ฝ่ายอำนาจ” ปิดไมค์ “ฝ่ายค้าน” ก็หมดประตูสู้ ถ้าเทียบกับระยะในรัฐสภาอังกฤษแล้วผิดกันลิบลับ หรือ แม้แต่รัฐสภาของสหรัฐฯก็เช่นเดียวกัน ที่ผู้เสนอญัตติต้องขึ้นไปหน้าโพเดียม แล้วหันมาสู่สภาเพื่อเสนอญัตติ นัยยะมันแตกต่างกันมากเลย ที่ยกมาพูดก็เพื่อชี้ให้เห็นประเด็นของ “ระยะที่ว่างแบบประชาธิปไตย” ในรัฐสภาของประเทศต้นแบบสองลักษณะ
ทีนี้ถ้ามาดูที่เห็นที่ฟังในแบบที่ชนะการประกวด อะไรนะ ห้องสุริยัน-จันทรา??? มันเกี่ยวอะไรกับระยะของที่ว่างแบบประชาธิปไตยในรัฐสภา???
ก็แสดงว่า (พูดสั้นก็ละกัน เพราะพูดยาวไม่ได้ ข้อมูลไม่มี
) ระบบของสัญญะถูกนำมาใช้ “แทนค่า” (การแทนค่าก็เป็นสิ่งที่สตูสองรังเกียจ) อะไรบางอย่างที่ผู้ออกแบบกำหนดขึ้นเอง (หรือจะว่าเป็นการทำตาม ทีโออาร์ ก็เถอะ) โยงไปสู่ “สถาปัตยกรรมไทยประเพณี” ที่ปรากฏ ก็เป็นสัญญะของ “การรอมชอม” (ขอยืมคำพูดของ อ.จตุพร) ระหว่างชนชั้นมากกว่าจะเป็นการแสดงอัตลักษณ์ หรือเอกลักษณ์
ที่พูดอย่างนี้ก็เห็นว่ามันคล้ายๆกันระหว่าง… ความเป็นล้านนา คือ “กาแล” … ความเป็นไทย ก็คือ “ศาลาไทย” คือ “พระปรางค์” คือ “เจดีย์” คือ “วิหาร” แล้วอยากถามว่า คนญี่ปุ่น (Ando, Ban, Kuma ฯลฯ) จะพูดว่า ความเป็นญี่ปุ่น คือแค่ “สถาปัตยกรรมญี่ปุ่นประเพณี” หรือเปล่าหนอ???
T
Hello Studio3, how about your midterm project?
ธันวาคม 17, 2009
สวัสดีครับ ห่างหายไปนาน พื้นที่ทางความคิดแห่งนี้
ไม่รู้ทำไมเทอมนี้มันยุ่งจริงๆ ครับ ทั้งๆ ที่คิดว่าน่าจะมีโอกาสเข้ามากระตุ้นต่อมความคิดกันในนี้มากขึ้น สำหรับครึ่งเทอมที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสเข้าไปดูงานของนักศึกษาสตู 3 กัน ได้เข้าไปคลุกคลีเรียนรู้วิธีคิด วิธีทำงาน ของพวกเค้ากันมากขึ้น เลยเอางานมาฝากคิดกันดูครับ
นักศึกษาทั้ง 11 ชีวิต (ตอนกลาง เหลือ 10 ครับ หายไป 1 ระหว่างทาง) เริ่มคิดโครงการจากตัึว Site คือไม่ใช่เพียงแค่วิเคราะห์ Site แต่เฉพาะทางกายภาพ แต่ยังให้คิดถึงมิติทางสังคมวัฒนธรรมอื่ีนๆ ไปด้วย ข้อมูลที่ได้บางคนนำเอามาเป็นแนวคิดของการออกแบบและวางผังโครงการ (ยอดเยี่ยม) และบางคนเอามาคิดถึง ความเป็นไปได้ของกิจกรรม (Programming) ที่มีมากไปกว่า ผมคิดว่าผมอยากทำอะไรแบบนี้นะครับ…. ฮึิม พบว่าหลายต่อหลายคนทำออกมาได้อย่างดี แต่ในขณะที่หลายต่อหลายคนในชั้นเรียนที่ได้รับฟังตอนนำเสนอแบบสุดท้ายดูเหมือนยังมองไม่เห็นถึงความสำคัญตรงจุดนี้
นักศึกษาในกลุ่ม ต้องขอชื่นชมว่า ขยันมาก แต่ก็มีอีกหลายคนที่คิดวนไปวนมา ไม่ยอมจบ ต้องพยายามกระตุ้นให้จบและพัฒนาต่อ ในขั้นก่อน Final Design มีหลายงานที่อยากจะหยิบมานำเสนอ เช่น งานของเป่า นำเอา Graphic Diagram ของผังเมืองเชียงใหม่และตำแหน่งของหอไตรในเมือง มาผสมผสานและใช้เป็นเครื่องมือในการวางผังห้องสมุดใหม่ในที่ว่างในถนนนิมมาน งานของแพรด้า ที่สนใจ Pattern ของความสัมพันธ์ของการอยู่อาศัยและการค้าขายในถนนนิมมานที่มีความขัดแย้งและมีการปรับตัว แพรด้านนำเอา Pattern นี้มาใช้ในการออกแบบร่วมกับ Event ทางดนตรี ที่ทำออกมาได้อย่างลงตัว งานของก๊องที่นำเอาแนวแกนของการเชื่อมโยงระหว่างโรงเรียนที่สอนบัลเล่ต์ต่างๆ ในเชียงใหม่มาผสมผสานกันเกิดการเชื่อมโยงเข้าสู่การรวมศูนย์ ที่ขาดไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงคืองานของเดียว ที่เรียกได้ว่ากล้าคิด ในการปรับเอา ถนนนิมมานเหมินต์ ให้ออกมาเป็นรูป Graphic Diagram แล้วจำลองสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็น Computer Pixilated Image เพื่อตอบสนองต่อความเป็น Digital Art Museum น่าสนใจมาก แต่คิดว่ายังคงต้องพัฒนาในรายละเอียดอีกพอสมควรทีเดียว
วันจันทร์หน้าก็ต้องเริ่มโปรเจคที่สองต่อไปแล้วนะครับ ขอเอาใจช่วยทุกคนนะครับ สำหรับ tip เล็กๆ น้อยๆ คือ 1) อย่าเพิ่งพาการทำงานบนโต๊ะขาวมากนัก 2) อย่ากลัวที่จะใช้กระดาษร่าง 3) อย่าใช้ดินสอกด 0.3 ผมเชื่อว่างานจะออกมาดีขึ้นครัับ ง่ายๆ แต่ก็ไม่ค่อยมีคนทำนะครับ นักศึกษาที่รัก
S
Lecture “Cliché, Kitsch,Authentic, Irony or bad taste” By Aj.Thavatchai
พฤศจิกายน 23, 2009
พอกลับมาเขียน Studiospaces แล้วก็เริ่มติดลมค่ะ
เห็นอาจารย์ S เกริ่นๆ สาเหตุที่มาของการ”ลอก”ในเชิงจิตวิทยาแล้วน่าสนใจดี(ที่จริงอยากชวนทำหนังสือกันนะคะเนี่ย แล้วปีหน้าแจกเด็กปี 1 กัน เป็นคู่มือ จะได้รู้ไว้ว่า แค่คิดจะลอกก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แล้ว)
ทำให้นึกถึง Lecture ของ อ.ธวัชชัย สำหรับ Studio 2 อาทิตย์ที่แล้ว อาจารย์เล่าให้ฟังถึงมิติของการ”ลอก”ในเชิงวัฒนธรรมและสุนทรียศาสตร์ ก็เลยขออนุญาตเอา Lecture อาจารย์มาโพสต์ เผื่อจะได้เปิดประเด็นคุยกัน (เราปล่อยให้ Studio spaces เงียบเหงามาเป็นเดือนแล้ว หาเรื่องคุยกันดีกว่าค่ะ ^__^)
เริ่มด้วยความหมายของคำศัพท์เหล่านี้แล้วกันนะคะ
“cliché (ออกเสียงว่า คลีเช, มาจากภาษาฝรั่งเศส)
เป็นคำพูด เป็นการแสดงออก เป็นแนวคิด
หรือ เป็นองค์ประกอบของงานศิลปะ
ซึ่งถูกนำมาใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ จนถึงจุดที่มันได้สูญเสียความหมายดั้งเดิม หรือ ผลลัพธ์ดั้งเดิมไปแล้ว
ทำให้เกิดเป็น “สูตรสำเร็จ” ที่ใครๆก็ใช้กันเกร่อ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าในอดีตมันเคยมีความหมายหรือมีคุณค่าอย่างใดอย่างหนึ่งมาก่อน
ในอดีต การพิมพ์หนังสือต้องนำเอาแม่พิมพ์ตัวอักษรมาเรียงกันทีละตัวๆ ซึ่งกินเวลาและแรงงานมาก
จึงเกิดความคิดว่า ถ้าทำการหล่อแม่พิมพ์เป็นกลุ่มคำ หรือ วลี ที่มีการใช้และอ้างอิงกันบ่อยๆ
ก็น่าจะสะดวกและประหยัดเวลาได้มากกว่า
ดังนั้นคำว่า คลีเช จึงมีความหมายถึง “วลีพร้อมใช้” (ready-made phrase)
ศัพท์คำนี้ถูกนำมาใช้ในวัฒนธรรมสมัยใหม่ค่อนข้างบ่อย
เพื่ออธิบายการกระทำ หรือ แนวคิด
ที่สามารถคาดหวังหรือคาดเดาได้ เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
แต่อย่างไรก็ตาม คำศัพท์คำนี้มักจะถูกใช้ในเชิงลบเสียมากกว่า
และคำว่า คลีเช นี้อาจจะถูกนำไปใช้ในงานประเภทนวนิยาย
หรือเพื่อหวังผลเชิงขบขันก็ได้
คลีเช ในการพูดหรือการเขียน บ่อยครั้งที่มักจะเป็นการสาธยายถึงเรื่องราวทางนามธรรมอย่างจัดจ้าน
อาศัยการอุปมาอุปมัย และ/หรือ การขยายความเกินจริง
ภาพที่ถูกนำมาใช้ในการเปรียบเปรยนี้ก็มักจะเป็นภาพที่สามารถประสบพบเห็นในชีวิตประจำวัน
ซึ่งผู้ฟังหรือผู้อ่านสามารถสัมผัสได้จากประสบการณ์ความรู้สึกของตนเองที่มีต่อสิ่งที่ภาพนั้นๆสื่อให้เห็น
เมื่อคลีเชถูกนำมาใช้อย่างจงใจ ก็สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงกวีได้อย่างดีเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ในงานเขียนโดยทั่วๆไปแล้ว คลีเช กลับถูกมองว่าเป็นการสะท้อนถึงความด้อยประสบการณ์หรือการขาด originality
ตัวอย่างของ คลีเช เช่น “อลังการงานสร้าง” “สวรรค์บนดิน” “รสนิยมของคนมีระดับ”
Kitsch(อ่านว่า คิช) หมายถึง การไร้ความประณีตทางศิลปะ, ประโลมโลก,
ไร้รสนิยม หรือ ความเสแสร้งในศิลปะใดๆก็ตาม วัตถุที่ไม่ประณีต, กล่าวโดยรวมๆ ได้แก่
ของประดับที่ไร้รสนิยม เน้นอารมณ์ หรือ สไตล์แบบเสแสร้ง
สิ่งล่อตาระดับพื้นๆ หรือ รสนิยมที่ด้อยการศึกษา ซึ่งมักจะมีคุณภาพต่ำ
คุณภาพหรือสถานภาพที่ต่ำต้อย ไร้ค่า ราคาถูกๆ
Kitsch เป็นคำมาจากภาษาเยอรมัน มีความหมายถึง “ศิลปะ ที่ถูกมองว่าเป็นการทำซ้ำ สไตล์ทางศิลปะที่มีอยู่ หรือ ที่เชื่อว่ามีคุณค่า
อย่างไร้รสนิยมและไร้ราคา”
แนวคิดเรื่อง คิท์ช นี้สัมพันธ์กับการใช้องค์ประกอบที่อาจจะคิดว่าเป็นไอคอนทางวัฒนธรรมอย่างจงใจ ขณะที่นำไปผลิตซ้ำในจำนวนมากราคาถูกและไร้ซึ่งความเป็น originalรากฐานของคำศัพท์นี้ มีที่มาไม่ชัดเจน
แต่พบว่าคำนี้เริ่มมีใช้ในตลาดศิลปะของเมืองมิวนิคในช่วงทศวรรษ 1860 และ 1870
เป็นคำที่ใช้เรียกภาพวาดและภาพสเก๊ตช์ที่มีราคาถูก เป็นสินค้าประชานิยมและเป็นที่ต้องการของตลาด
ยกตัวอย่างเช่น ตัวโนมที่มักจะถูกใช้เป็นสิ่งประดับสวนของชาวตะวันตก มักจะถูกมองว่าเป็น kitsch
นอกจากนั้น Kitsch ยังนับรวมถึงประเภทของงานศิลปะที่เป็นแบบ “ละม้ายคล้ายคลึง” และด้อยทางด้านสุนทรียะ (ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีอารมณ์ประโลมโลก ความเย้ายวนสายตา ความอลังการ หรือ ความคิดสร้างสรรค์ ก็ตาม)
ความพยายามสร้างสรรค์เล็กๆน้อยๆ อันเป็นการลอกเลียนรูปลักษณ์อันฉาบฉวยของงานศิลปะ โดยการใช้ “สูตรสำเร็จ” อย่างใดอย่างหนึ่ง
ความหมายที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคำนี้อีกประการหนึ่งก็คือ การแสดงออกถึงอารมณ์ประโลมโลกอย่างเกินพอดี
Kitsch มักจะถูกใช้ในเชิงลบ ใช้แสดงถึงงานชนิดที่ทำขึ้นเพื่อฉกฉวยผลประโยชน์จากกระแสความนิยมของคนกลุ่มมากเท่านั้น และมีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์อย่างเต็มที่ มากกว่าจะเป็นงานที่ศิลปินสร้างขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง
ศัพท์คำนี้โดยทั่วไปแล้ว มักสงวนไว้สำหรับงานชนิดที่มีความฟุ้งเฟ้อ ไร้สาระ ที่มีการคิดคำนวณมาแล้วว่าจะโดนใจมวลชน และดังนั้นจึงถูกมองว่าเป็นงานที่เสแสร้งและตื้นเขินทางความคิด มากกว่าจะเป็นผลผลิตของความทุ่มเททางศิลปะอย่างแท้จริง
ในเชิงร่วมสมัย kitsch (อย่างหลวมๆ) หมายรวมถึงศิลปะที่มีความเสแสร้งในเชิงสุนทรีย์
จนถึงขนาดที่พูดได้ว่าเป็น “รสนิยมอย่างเลว”
ทั้งนี้ ยังใช้ได้กับงานศิลป์ที่ผลิตในเชิงอุตสาหกรรม ที่มองว่าเป็นของหยาบๆ ของเลวๆ
งาน Kitsch ดึงดูดรสนิยมหยาบๆของชนชั้นกลางที่มีเงินของเมืองมิวนิค
ซึ่งคิดว่าพวกเขาจะสามารถบรรลุสถานะของชนชั้นที่มีวัฒนธรรมสูงที่น่าอิจฉา
โดยการลอกเลียนลักษณะเด่นของพฤติกรรมทางวัฒนธรรม
ต่อมาภายหลัง Kitsch ถูกให้นิยามว่าเป็นวัตถุชั้นเลวที่ผลิตแบบหยาบๆ
ค่อนข้างจะเน้นกลุ่มผู้บริโภคประเภทเศรษฐีใหม่
มากกว่าจะเป็นการตอบสนองต่อความงามอย่างจริงใจ ในนัยยะเช่นนี้ คำศัพท์คำนี้จึงกลายมามีความหมายว่า “การเอางานศิลปะมาละเลงเข้าด้วยกัน”
Kitsch ถูกมองว่า
เป็นความต่ำทรามทางสุนทรียะและเคลือบแคลงทางจริยธรรม
และเป็นการละทิ้งชีวิตแห่งความงามไปสู่
การเลียนแบบชีวิตแห่งความงาม
และบ่อยครั้งเพื่อประโยชน์ของการแสดงฐานะ”
นอกจากนั้น อาจารย์ยังยกตัวอย่างคำอีก 3 คำ ได้แก่ Authenticity,Profound และ Irony
Authenticity หมายถึงความซื่อสัตย์ต่อรากเหง้า คุณสมบัติ ข้อผูกมัด ความจริงใจ ความแน่วแน่ และเจตจำนงค์
(ในเชิงปรัชญา) หมายถึงวิธีเฉพาะในการเผชิญกับโลกภายนอก ซื่อสัตย์ต่อความคิดภายในมากกว่าความคิดภายนอก
Profound
ดำดิ่งลงลึกมากๆจากผิวน้ำ; การเปิดไปสู่หรือการเอื้อมไปสู่ความลึกอย่างยิ่ง; ความลุ่มลึก
A gulf profound. John Milton.
ลึกมากๆ; จริงจังมากๆ;
ความลุ่มลึกทางปัญญา; การเจาะลึกเข้าไปในหัวข้อที่ศึกษา;
เข้าถึงก้นบึ้งของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือ ของสาขาความรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง;
as, a profound investigation or treatise;
a profound scholar; profound wisdom.
Irony
“…ความหมายภายนอกและความหมายภายในของสิ่งที่ต้องการพูดไม่ตรงกัน”
“ความไม่ลงรอยกันระหว่างสิ่งที่คาดหวังและสิ่งที่เกิดขึ้นจริง”
จะเห็นได้ว่าคำต่างๆ ที่อาจารย์ยกตัวอย่างมาทั้งหมด Cliché, Kitsch, Irony,Profound และ Authenticity สามารถนำมาใช้ในการอธิบายงานศิลปะ รวมถึงงานสถาปัตยกรรมได้ และถ้าเข้าใจ”คำ”ต่างๆ เหล่านี้อย่างลึกซื้ง ก็แน่นอนว่าจะส่งผลให้เราเข้าใจงานออกแบบที่เรากำลังทำได้อย่างชัดเจนมากขึ้นด้วยค่ะ
ขอสรุปตามสไลด์สุดท้ายของอาจารย์ธวัชชัย ที่อาจารย์ตั้งคำถามว่า เราทำงานในหัวข้อ “Ctrl+C, Ctrl+V”ไปเพื่ออะไร
แล้วผลที่ได้จะได้อะไร?
Authentic, parody or Irony?
Kitsch or Cliché?
Phase แรกของ “Ctrl+V”&”Ctrl+C” : นิทรรศการ “Studying from the master”
พฤศจิกายน 23, 2009
เปิดกันไปแล้วอย่างเงียบๆ สำหรับนิทรรศการStudying from the masters” ของ Studio2 เมื่อวันจันทร์ที่ 16 พย. 52
ที่บอกว่าเปิดกันไปอย่างเงียบๆ เพราะช่วงที่ผ่านมา เป็นช่วงที่อาจารย์หลายๆ ท่านใน Studio2 ติดภารกิจกัน ก็เลยไม่มีเวลามาอัพเดทบล็อกกันทันใจเหมือนอย่างเคย และวันที่เปิดนิทรรศการ นักศึกษาส่วนใหญ่ก็(น่าจะ)ทำงานกันข้ามคืนจนถึงตอน 4 โมงครึ่งซึ่งเป็นเวลาส่งงานและเปิดงาน(แบบไม่ค่อยเป็นทางการ) ก็เลยไม่ค่อยคึกคักกันเท่าที่ควรอย่างไรก็ตามมีรูปถ่ายจากวันเปิดงานมาให้ดูตามสมควรค่ะ
สำหรับใครที่ติดตามข่าวคราว Studio 2 มา ก็คงทราบแล้วว่า จากหลายๆ กรณีในเทอมที่แล้ว หรือในเทอมก่อนหน้านั้น ที่เกิดขึ้นในคณะฯ เรา ทำให้ทีมอาจารย์ตกลงกันว่าเราน่าจะนำ Theme ของการ”ลอก + เรียน” มาใช้ในการเรียนการสอนของเทอมนี้กัน โดยงานชิ้นแรกของเทอมจะเป็นการศึกษางานจากสถาปนิกที่มีชื่อเสียง ตาม Theme หรือ Approach ที่ทีมอาจารย์กำหนดไว้(ตามที่อาจารย์คมสันเคยมา Post ไว้แล้ว)และก็จัดนิทรรศการแยกตาม Approach นั้นๆ
(สามารถคลิกที่ตัวอักษรเพื่อเข้าดูงานได้ค่ะ)

-From Fine Arts to Architecture

- From Anti-Object to Architecture

- From Object of Geometry to Architecture

– From (Con)Structivism to Architecture
- From Technology&Futurism to Architecture

- From Organic Pattern to Architecture
- From Ecological issues to Architecture

- From Urban Context to Architecture
ครั้งแรกที่ได้เดินดูงาน พอเห็นงานเกรทๆ มารวมกันแล้วก็อดตื่นเต้นไม่ได้ และพองานแต่ละ Approach มารวมกันแล้วมันเกิดภาพที่ชัดเจน งานที่นักศึกษาหลายๆ คนเลือกมาก็น่าสนใจหรือมีวิธีการนำเสนอที่ดีทีเดียว แต่พอมีเวลามาดูในรายละเอียดแล้วเราก็จะเริ่มเห็นคุณภาพของเนื้อหาหรือผลงานที่แตกต่างกันพอสมควร ถ้าบอกว่างานชิ้นแรกนี้เป็นการให้นักศึกษาปี 2 ฝึก”ลอก”ให้”เป็น” ในนิทรรศการ ก็จะเห็นการ”ลอก”หลายระดับอยู่ มีตั้งแต่การ Copy + Paste จริงๆ คือ Copy รูปและข้อมูลมาจากอินเตอร์เนต เอาลง Plateแล้วจัดองค์ประกอบอีกนิดหน่อย -_-‘
ที่ดีขึ้นมาคือการลงมือDraft หรือตัดโมเดลในส่วนสำคัญของอาคาร ที่ดีกว่านั้นคืองานหลายชิ้นที่เริ่มมีการวิเคราะห์และอธิบายแนวความคิดของผู้ออกแบบหรือเงื่อนไขของ Site ที่ส่งผลต่อองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและสามารถเชื่อมโยงให้เห็นถึง”เนื้อหา”ของงานออกแบบสถาปัตยกรรมชิ้นนั้นๆ ได้
จริง
อยากให้ปี 2 ลองกลับไปศึกษานิทรรศการที่เราร่วมแรงกันจัด แล้วลองดูวิธีการ”ลอก”ของเราและ”ลอก”ของเพื่อนๆ ว่าอันไหนเป็นการ”ลอก”เฉยๆ ส่วนอันไหนเป็นการ”ลอก”และได้”เรียน”รู้ไปด้วย
และถึงแม้ว่าการลอกหรือการ Copy เป็นพื้นฐานในการเรียนของทุกสิ่งทุกอย่าง(ตามใน Post FACMU TALK 01 : ลอกเลียน/เรียนลอก ของอาจารย์ S) แต่อย่าลืมว่าการ”ลอก” เป็นคนละความหมายกับการ”ออกแบบ”โดยสิ้นเชิง
เราอาจจะ”ลอก”เพื่อ”เรียนรู้” แต่การลอกก็ไม่สามารถทำให้เราเป็นนักออกแบบที่ดีได้ ถ้าเราไม่พัฒนาทักษะไนการออกแบบและรสนิยมทางสถาปัตยกรรมไปพร้อมๆ กัน
ชีวิตนักเรียนสถาปัตย์ไม่เคยง่าย และชีวิตจริงของสถาปนิกยิ่งยากกว่านี้หลายเท่าค่ะ
FACMU TALK 01 : ลอกเลียน/เรียนลอก
พฤศจิกายน 21, 2009
You are invited to FACMU Talk 01: ลอกเลียน/เรียนลอก
Mimicry is the similarity in appearance of one species to another that affords one or both protection.
Mimesis is a critical and philosophical term that carries a wide range of meanings, which include: imitation, representation, mimicry, imitatio, nonsensuoussimilarity, the act of resembling, the act of expression, and the presentation of the self.
Imitation is an advanced behavior whereby an individual observes and replicates another’s. The word can be applied in many contexts, ranging from animal training tointernational politics.
ประเด็นที่เราถกกันวันนี้ ถ้าพูดกันไปตามสิ่งที่พบเห็น ผมเชื่อว่าคงไม่ยากไม่ซับซ้อนเพราะ “ลอก” ก็คือการลอก พูดกันตามความเข้าใจทั่วๆ ไปแล้ว มันคือการ Copy คือทำซ้ำในสิ่งที่เห็น และถ้าเทียบกับจรรยาบรรณของการเรียนการสอน และการทำงานในสายวิชาชีพสถาปัตยกรรมแล้ว มันถือว่า “ผิด” เพราะ ไม่ได้เป็นความคิดของตัวเอง เอาความคิดของคนอื่นๆ ทำซ้ำ ถือได้ว่าละเมิดลิขสิทธิ์ จนไปถึงผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม บางคนถึงกับบอกว่า ขอให้งานออกมาไม่สวยดีกว่าไปลอกคนอื่น
การพูดคุยกันในครั้งนี้ ผมอยากให้พวกเรา ขยับขยายความคิดกันออกไปอีกนิด อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจไปว่า “การลอก” เท่ากับ “ความผิด” แต่อยากให้พิจารณาว่า อะไรคือการลอก การลอกนำมาซึ่งอะไรบ้าง จุดไหนหรือระดับไหนที่เรายอมรับว่าการลอกไม่เท่ากับความผิด
ก่อนอื่นเลยผมอยากให้พวกเราหันไปดูการเรียนการสอนในโรงเรียนสถาปัตยกรรมที่มีแต่ คำพิเศษๆ ที่ถูกใช้แต่อาจจะไม่ได้ถูกคิดกับมันอย่างละเอียดลึกซึ้ง เช่น draft, scale, represent, แม้กระทั่งคำว่า image เพราะคำทุกคำที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ ทุกๆ คำคือ Arts of Copying (พูดในระดับที่กว้างที่สุด) การ Draft คือการลอกเส้น ลอกซ้ำของเส้นระหว่างชั้น ระหว่างโครงสร้าง Scale คือการลอกขนาด Representation คือการลอกภาพจริง และ Image คือการลอก Idea หรือ ความคิดของตัวเอง มีตรงจุดไหนบ้างที่เราคิดว่า มันคือ “ความผิด” ???
ประเด็นต่อมา Arts of Copying นี้แท้จริงแล้วเราเรียนรู้มันอยู่ในระดับของชีวิตประจำวัน ทุกวัน เราเคยได้ยินคำว่า Mimicry, Mimesis หรือ Imitation ไหม คำเหล่านี้คือ พฤติกรรมของคนเราที่เราคุ้นเคยอยู่แล้ว ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา Mimicry คือการลอกชนิดหนึ่ง ลอกเอาสภาพแวดล้อมเข้ามาในตัวเราเพื่อการป้องกันตัว Mimesis คือการลอกสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวเพื่อทำให้เราสามารถก่อร่างสร้างรูปและสะท้อนตัวเราออกมาให้คนอื่นๆ เห็น และ Imitation คือการเรียน “ลอก” พฤติกรรมของคนอื่นๆ เช่น การดูดนม การพูด การออกเสียง ที่น่าสนใจคือ ทำไมการ “ลอกเลียน” เหล่านี้จึงไม่คิดว่ามันเป็นความผิด มันมีระดับไหนของการ “ลอกเลียน” ที่เราอนุโลมว่ามันคือการ “ลอกเรียน” อยู่หรือไม่ หรือการพิจารณามันมีเหตุผลบางอย่างประกอบเช่น ความมุ่งหมาย (Attention) เช่น สำหรับการลอกเลียนเพื่อการดำรงชีพ หรือการป้องกันตัวเองถือว่าการลอก เป็นการ “เรียน” เป็นสิ่งที่ไม่ผิด ส่วนการลอกที่ไม่ได้มีความมุ่งหมายสำหรับการดำรงชีพหรือการป้องกัน เป็นการ “เลียน” เป็นสิ่งที่ผิด ไม่เหมาะสม ???
ประเด็นที่น่าสนใจต่อมาสำหรับการขยายความ “Arts of Copying” คือเมื่อเราอยู่ท่ามกลาง เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องสแกน กล้องถ่ายรูปในทุกรูปแบบ ทุกความละเอียด การดาว์นโหลดหนังและเพลง ใครสามารถได้มาซึ่งสิ่งที่ฟรีและเร็ว เป็นที่น่ายกย่องสรรเสริญ สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้ความคิดคำนึงถึง คำว่า “Originality” หรือ “Authenticity” อ่อนด้อยลงไปอย่างรุนแรง มันเข้าข่าย The Death of an Author ในยุคหลังสมัยใหม่ที่ความแท้ ความจริง ในฐานะที่มันเป็นอยู่ แบบ อัตถิภาวนิยม (Existentialist) มลายหายไปสิ้น ในเมื่อสภาพแวดล้อมต่างๆ รอบๆ ตัวเรามันเอื้อให้เราคิดถึง ความแท้ เท่ากับ ความเทียมต่อยอดของความเทียม ความจริงเป็นเพียงสิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้า หรืออาจจะอยู่ในเวปไซด์ อยู่ใน thump drive ของเพื่อนเท่านั้น แล้วเราจะบอกพวกเขาได้อย่างไรว่า มันไม่เหมาะสม ???
อย่างที่ได้เกริ่นไปแล้วข้างต้น เราน่าจะพิจารณาบริบทของตัวเรา ของการเรียนของเราก่อนว่า แท้จริงการลอกมันมีความเกี่ยวข้องกับเราอยู่ในทุกระดับ ตั้งแต่ลืมตาดูโลก จนมาถึงการดำรงชีพ และการเรียนการสอนในโรงเรียน แต่มันมีปัจจัยอะไรบางอย่างอยู่ที่ส่งผลให้เกิด ผลลัพธ์ ที่แตกต่างระหว่าง “ลอกเลียน” และ “เรียนลอก” เราน่าจะค้นหาและทำความเข้าใจในอย่างละเอียดลึกซึ้ง…
S
ของร้อน อ่านแล้วชอบ เลยขออนุญาติเผยแพร่ต่อ
พฤศจิกายน 7, 2009
มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติหรือสุสานทางปัญญา
ยศ สันตสมบัติ
ระบบการศึกษาของเมืองไทยเวลานี้ กำลังเผชิญหน้ากับสภาวะวิกฤติ หลงทาง ไร้วิสัยทัศน์ จุดยืนและปรัชญาการศึกษาที่ชัดเจน โรงเรียนกลายมาเป็นสนามสอบ โรงกวดวิชา เรียนข้อสอบเพื่อแข่งกันเข้ามหาวิทยาลัย แต่สถาบันการศึกษาชั้นสูงที่เรียกว่ามหาวิทยาลัยนั้นกลับแปรสภาพจากแหล่งผลิตความรู้และปัญญามาเป็นเพียงโรงฝึกอาชีพ โรงเรียนเทคนิค และแห่งรวมของหลักสูตรฟอกคน ตั้งแต่การฟอกบุคคลสามัญยันสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาและรัฐมนตรี มหาวิทยาลัยหลายแห่งขยายวิทยาเขตหรืออาณาจักรของตนเองอย่างสนุกสนาน และมองด้วยวิธีคิดแบบทุนนิยมรุ่นเก่าว่าการขยายตัวคือความสำเร็จ อาจารย์มหาวิทยาลัยมากมายทำงานเหมือนครูประชาบาล สอนตั้งแต่เช้ายันค่ำ โดยแทบไม่มีเวลาว่างเว้น ยิ่งเสาร์อาทิตย์ยิ่งเป็นเวลาขุดทอง ด้วยการสอนหลักสูตรภาคพิเศษราคาแพงระยับโดยมีหลักการตามภาษิตใหม่ที่ว่า “หากจ่ายครบ (มึง) จบแน่”
หลักสูตรต่างๆเหล่านี้เน้นการให้ปริญญาชั้นสูง โดยเฉพาะมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต แต่ปริญญาเหล่านี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับการสร้างความรู้และสติปัญญาให้กับทั้งผู้สอนและผู้เรียน การทำวิทยานิพนธ์ก็เลือกกันได้ตามใจชอบ จะมีก็ได้ ไม่มีก็ได้ หรือจะทำเป็นบทความขนาดใหญ่ที่เรียกว่าสาระนิพนธ์ (ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีสาระ) ก็แล้วแต่ความพอใจ บางหลักสูตรอาการหนักถึงกับสามารถทำวิทยานิพนธ์หรือสาระนิพนธ์เป็นกลุ่ม คือนักเรียนฝูงหนึ่งทำงานชิ้นเดียวก็จบได้ และหลายแห่งก็มีบริการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จสรรพ สนนราคากำหนดไว้ตามแต่ความยากง่ายของประเด็นและหัวข้อวิทยานิพนธ์ การเก็บวิเคราะห์ข้อมูลและการเขียนรายงานออกมาเป็นรูปเล่ม วิทยานิพนธ์และสาระนิพนธ์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ไปกองเป็นเศษกระดาษอยู่ตามหิ้งในห้องสมุด ไม่เคยมีใครยืมออกไปใช้อ่านหรือทำประโยชน์อะไร ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือหรือบทความในวารสารระดับนานาชาติ เพราะงานเหล่านี้ ไม่ได้ผลิตความรู้อะไรใหม่ ไม่มีข้อค้นพบใดสมควรแก่การพูดถึง แต่เป็นเพียง “งาน” ที่สำรอกส่งไปเพื่อให้ครบตามเกณฑ์สำหรับอนุมัติปริญญาเท่านั้น
ยิ่งมหาวิทยาลัยถูกแรงกดดันให้ออกนอกระบบ ตั้งแต่สมัยสัญญาทาสไอเอ็มเอฟของท่านนายกฯชวน ทางเลือกและวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยไทยก็ดูเหมือนจะหดแคบลง เช่นเดียวกับสติปัญญาของผู้คนในมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มขึ้นค่าเล่าเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม ในรูปของเงินบำรุงพิเศษและค่าธรรมเนียมอื่นๆจิปาถะ บางแห่งจับนักศึกษาทดสอบภาษาอังกฤษเพียงเพื่อจะเก็บเงินค่าสอนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม มิใช่เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกภาษาให้แตกฉานจะได้อ่านวารสารต่างประเทศได้เข้าใจ มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มสร้างจุดขายใหม่ๆ สร้างหลักสูตรใหม่ๆ ที่เก๋ เท่ จบง่าย รายได้ดี เป็นแรงจูงใจให้ “ลูกค้า” เร่กันเข้ามาซื้อปริญญา ยิ่งนานวันเข้า มหาวิทยาลัยและคณาจารย์ที่สอนในหลักสูตรภาคพิเศษเหล่านี้ ก็ค่อยๆกลายสภาพมาเป็นเครื่องจักรสอนหนังสือ สอนเรื่องเดิมๆ ประเด็นเดิมๆ แนวคิดเก่าๆ เพราะผู้มาเรียนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สนใจความรู้ แต่ต้องการมาชุบตัว คนสอนก็ไม่ได้สอนด้วยใจรักแต่สอนเพราะถูกบีบบังคับ เกรงใจเพื่อน หรือบ้างก็สอนเพราะรายได้ดี
เงิน พลังงาน เวลาและทรัพยากรมากมายที่สิ้นเปลืองไปในการเรียนการสอนหลักสูตรพิเศษต่างๆ จึงไม่ได้ก่อให้เกิดความรู้ ไม่ได้เสริมสร้างสติปัญญา ไม่ได้นำเสนอนโยบายหรือทางเลือกใหม่ให้กับสังคมแต่ประการใด งานวิจัยใหม่ๆเริ่มหายากมากขึ้นทุกวัน เพราะผู้คนในมหาวิทยาลัยเหนื่อยล้าไปกับการสอน การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติเป็นเพียงฝันสวยตรงปลายรุ้งที่จะเลือนหายไปหลังฟ้าเปิด ระบบการศึกษากลายเป็นเพียงปาหี่ ละครน้ำเน่า มหาวิทยาลัยหลายแห่งแขวนป้ายขายปริญญาราวกับร้านโชห่วย หรือห้างสรรพสินค้าที่ลดแลกแจกแถมแข่งกันสนั่นเมือง ในท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้เอง ที่ความเขลากลับเจริญงอกงาม บัณฑิต มหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตเดินกร่างกรุยกรายกันเกลื่อนถนน แกล้งทำเป็นผู้รู้ ผู้มีวิทยฐานะสมควรแก่ปริญญาเหล่านั้นทุกประการ
สังคมไทยจึงกระเดียดไปเป็นสังคมที่หยุดสร้างองค์ความรู้ และไม่ใช่สังคมเรียนรู้ และเมื่อสังคมหยุดเรียนรู้ เผด็จการอำนาจนิยม การผูกขาดข้อมูลข่าวสาร การคอรัปชั่นทางนโยบายและความฉ้อฉลต่างๆก็เพิ่มพูนขึ้น เพราะมหาวิทยาลัยผลิตแต่ศรีธนญชัยที่ฉลาดแกมโกง เก่งเอาตัวรอด และมุ่งหวังกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตนเป็นสำคัญ แต่ไม่ได้มีสำนักในพันธะทางสังคมเฉกเช่นผู้มีการศึกษาที่แท้จริงพึงมี สังคมไทย ตั้งแต่ท่านผู้นำลงมาสู่ผู้บังคับบัญชากระจอกงอกง่อยในมหาวิทยาลัยอย่างเช่นหัวหน้าสาขาหรือภาควิชา ล้วนแล้วแต่ขาดวัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์ ใครบังอาจมาวิพากษ์หรือแข็งขืนจะถูกมองเป็นศัตรู คู่แข่ง ขาประจำ คนเหล่านี้มุ่งทำลาย คนเหล่านี้โง่เขลา ขาดข้อมูล มองปัญหาเพียงด้านเดียว ฯลฯ จนกลายมาเป็นสูตรสำเร็จเพื่อตอบโต้แทนที่จะน้อมรับคำวิจารณ์เหล่านั้นอย่างเช่นผู้มีปัญญาพึงกระทำ
ในขณะที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ระบบการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นบนเวทีโลก มหาวิทยาลัยซึ่งควรเป็นขุมกำลังแห่งปัญญาในการแสวงหาทางเลือก ในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ในการผลิตพลเมืองที่มีคุณภาพและมีคุณธรรม กลับแปรสภาพไปเป็นสุสานแห่งปัญญา
ยิ่งไปกว่านั้น มหาวิทยาลัยของรัฐในฐานะที่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการ ยังถูกกดทับด้วยแนวทางและหลักเกณฑ์ตามมาตรการพัฒนา และบริหารกำลังคนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ หรือพูดเป็นภาษาคนให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ถูกลดอัตรากำลังลง ด้วยการเชิญให้เกษียณอายุก่อนกำหนดสองครั้ง และเมื่อยังไม่บรรลุเป้า ก็มีการสร้างหลักเกณฑ์เพื่อพิจารณาคุณภาพและประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรในมหาวิทยาลัย เป็นมาตรการที่สาม ซึ่งก่อให้เกิดความระส่ำระสายให้กับผู้คนในสาขาที่ไม่ขาดแคลนตามสมควร บางคนมีความรู้สึกว่าถูกบังคับให้ต้องสอนมากขึ้น ต้องหาเงินหรือสร้างหลักสูตรใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น แต่ระบบการประเมินที่ทางราชการและมหาวิทยาลัยหลายแห่งกำลังใช้อยู่ในเวลานี้ มิได้ช่วยให้การทำงานของระบบราชการและมหาวิทยาลัยมีประสิทธิภาพหรือคุณภาพเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
ในทางตรงกันข้าม ระบบพัฒนาและบริหารกำลังคนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทคนิควิทยาแห่งอำนาจ หรือกลไกในการควบคุมบังคับระบบราชการให้อยู่ภายใต้ชะเงื้อมของนักธุรกิจการเมืองอย่างเชื่องเชื่อ ระบบการประเมินคุณภาพดังกล่าวมาพร้อมกับลัทธิเสรีนิยมใหม่ และกระบวนการครอบงำของระบบทุนนิยมผูกขาดเหนือระบบราชการและมหาวิทยาลัยไทย
บทเรียนจากอังกฤษ
ในช่วงเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา สถาบันการศึกษาชั้นสูงที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดังของประเทศอังกฤษและประเทศอื่นๆอีกมากมายหลายแห่งในสังคมตะวันตก ถูกถีบเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปหรือการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อคุณภาพการศึกษาและการทำงานของมหาวิทยาลัยในฐานะเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์สติปัญญาของสังคม ในบ้านเรา กระบวนการปรับเปลี่ยนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังฟองสบู่แตก และรัฐบาลชวนเซ็นสัญญาทาสกับไอเอ็มเอฟ โดยเงื่อนไขหนึ่งในสัญญานั้น คือ การปรับโครงสร้างของสถาบันการศึกษาไทยซึ่งเรียกกันติดปากเรื่อยมาว่า “การออกนอกระบบ” ราชการ มาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ
องค์ประกอบสำคัญของการปฏิรูปมหาวิทยาลัยที่เกิดขึ้นในอังกฤษ และกำลังได้รับการลอกเลียนแบบในบ้านเรา ก็คือ การนำเสนอ “ระบบประกันคุณภาพ” หรือกลไกสำหรับการประเมิน ปริมาณงาน คุณภาพของการสอน การทำวิจัย และประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กร สาขาวิชา คณะ และมหาวิทยาลัยทั้งระบบ กลไกการประเมินคุณภาพดังกล่าวได้รับการนำเสนอในฐานะเป็นหลักประกัน “พันธกิจ” (accountability) หรือพันธะรับผิดชอบของมหาวิทยาลัย (และหน่วยงานราชการอื่นๆ) ต่อสังคม หลักการดังกล่าวข้างต้น เป็นเงื่อนไขหรือเหตุผลในการผลักดันการปฏิรูปบนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า หน่วยงานใดก็ตามที่นำเอาภาษีอากรของประเทศชาติมาใช้ จะต้องมีพันธะรับผิดชอบต่อสาธารณชน การประเมินประสิทธิภาพและคุณภาพของการทำงานของมหาวิทยาลัยดำเนินไปภายใต้กรอบของ “การเพิ่มประสิทธิภาพ” และ “คุณภาพ” ในการทำงาน ตลอดจน การมี “อิสระ” ในการบริหารจัดการ ซึ่งฟังดูราวกับว่ากลไกต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้มหาวิทยาลัยกลายมาเป็นองค์กรอิสระ หลุดพ้นจากอำนาจครอบงำของระบบราชการ เปลี่ยนจากความเชื่องช้าอุ้ยอ้ายในการบริหารจัดการ ไปสู่ความฉับไว ทันสมัย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของสาธารณชนได้อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากการถูกถีบออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งในประเทศอังกฤษ ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ระบบประกันคุณภาพ หรือกลไกการประเมินประสิทธิภาพบนฐานของพันธกิจต่อสังคม มิได้ทำให้มหาวิทยาลัยเป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรมหาชนและมีพันธะรับผิดชอบต่อสังคมเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม ระบบประกันคุณภาพ และการบริหารอัตรากำลังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัย กลับกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ กลไกในการกำกับและตรวจสอบ การทำงานของมหาวิทยาลัยให้อยู่ภายใต้ชะเงื้อมของนักธุรกิจการเมืองอย่างเชื่องเชื่อ ระบบการประเมินคุณภาพดังกล่าวนั้น ลดศักดิ์ศรีและคุณค่าของมหาวิทยาลัย จากแหล่งผลิตความรู้ พื้นที่ของปัญญาชน และเวทีการต่อสู้ทางการเมือง ให้กลายมาเป็นเพียงการจัดความสัมพันธ์ระหว่าง “พนักงานของมหาวิทยาลัย” ที่ถูกประเมินบนพื้นฐานของแบบฟอร์มที่สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ ปรับเปลี่ยนคุณภาพของงานให้กลายเป็นเพียงตัวเลขเชิงปริมาณอย่างมักง่าย อีกทั้งยังมีการนำเสนอมาตรการลงโทษบุคลากรที่ทำงานไม่เข้าตา “เจ้านาย” หรือผู้บริหาร มาตรการดังกล่าวเป็นเทคนิควิทยาแห่งอำนาจ ซึ่งมาพร้อมกับลัทธิเสรีนิยมใหม่ และกระบวนการครอบงำของระบบทุนนิยมผูกขาดเหนือมหาวิทยาลัย
แน่นอน มหาวิทยาลัยเป็นเพียงพื้นที่หนึ่งหรือหน่วยงานหนึ่ง ที่ซึ่งแนวคิดและปฏิบัติการของลัทธิเสรีนิยมใหม่ เริ่มแทรกตัวเข้ามาครอบงำและปรับเปลี่ยนบรรทัดฐานและตัวแบบของ ระบบการบริหารจัดการที่เกิดขึ้นและดำเนินมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภายใต้แนวคิดแบบรัฐสวัสดิการ ลัทธิเสรีนิยมใหม่รื้อถอนแนวคิดแบบรัฐสวัสดิการด้วยการปฏิเสธระบบราชการว่าด้อยประสิทธิภาพกว่าภาคเอกชน ผลักดันแนวคิดเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นๆของรัฐให้เข้าสู่ตลาดหุ้น หรือแปรสภาพกลายเป็นองค์กรมหาชน ภายใต้หลักการของทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย
เทคนิควิทยาแห่งอำนาจที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่นำมาใช้อย่างได้ผลในประเทศอังกฤษ และกำลังถูกลอกเลียนอยู่ในประเทศไทย คือ การนำเสนอแนวคิดเรื่อง “การตรวจสอบ” (ภายใต้ภาษาของการประเมินคุณภาพ) ให้มีความหมายในเชิงบวก และกลายมาเป็นภาษาใหม่ที่ให้ความรู้สึกดีๆเช่นเดียวกับคำว่า “โปร่งใส” “การกระจายอำนาจ” และ “ธรรมาภิบาล” เป็นต้น
หากเราย้อนกลับไปดูรากศัพท์ของคำว่า “ตรวจสอบ” (audit) ในภาษาอังกฤษนั้น มีความหมายอยู่ 5 ประการด้วยกัน ประการแรก หมายถึงการตรวจสอบบัญชี สถานะการเงิน ประการที่สอง หมายถึง ข้อตกลงที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวระหว่างเจ้าที่ดินกับชาวนา ประการที่สาม หมายถึงการพิจารณาหรือยืนยันอย่างเป็นทางการ ประการที่สี่ หมายถึง การรับฟัง การไต่สวนและการพิจารณาความ และประการที่ห้า หมายถึงการหาข้อตกลงหรือคิดบัญชี ความหมายทั้งห้าประการดังกล่าวของคำว่า “ตรวจสอบ” มาจากรากศัพท์ภาษาละตินว่า ‘audire’ ซึ่งแปลว่า การได้ยินหรือรับฟัง ความหมายทั้งหมดเหล่านี้ล้วนแล้วแต่บ่งบอกถึง การพิจารณา การไต่สวน และการพิพากษา ซึ่งในทางอุดมคติแล้วควรเป็น “กระบวนการสาธารณะ” ที่กระทำอย่างเปิดเผย หากแต่โดยเนื้อแท้ความจริงแล้ว ระบบตรวจสอบในนามของการประเมินคุณภาพ กลับมีลักษณะที่ละม้ายเหมือน กระบวนการประชาพิจารณ์ที่เราคุ้นเคยกัน ในด้านหลักการ ประชาพิจารณ์หมายถึงการรับฟังความเห็นจากประชาชนก่อนตัดสินใจอนุมัติโครงการ แต่ในบ้านเรา ประชาพิจารณ์ทำหลังอนุมัติโครงการไปแล้ว ระบบตรวจสอบในนามของการประเมินคุณภาพ ยังมีนัยของความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระบบอุปถัมป์ หรือความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง ที่ไม่เคยมีมาก่อนหรือไม่เคยมีนัยสำคัญมากนักในรอบรั้วของมหาวิทยาลัย ระบบตรวจสอบหรือการประเมินคุณภาพกลายมาเป็นการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้ตรวจสอบและผู้ถูกตรวจสอบ ผู้ประเมินและผู้ถูกประเมิน การประเมินทำให้ “บุคลากร” กลายเป็น “จำเลย” ที่ถูกไต่สวน พิจารณา และพิพากษา โดยผู้ประเมินกลายเป็นทั้งตำรวจ อัยการและศาลไปพร้อมกัน
ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 ระบบตรวจสอบเริ่มถูกเคลื่อนย้ายจากภาคการเงินการธนาคาร มาสู่ปริมณฑลใหม่ๆของสังคม ภายใต้ภาษาของการประเมินคุณภาพ และกลายมาเป็นดัชนีบ่งชี้คุณภาพ ประสิทธิภาพ และความโปร่งใสในทุกแวดวงของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบราชการและการเมือง ด้วยเหตุนี้เอง จึงเกิดมีการประเมินการสอน การตรวจสอบทางการแพทย์ การตรวจสอบผู้บริหาร การตรวจสอบข้อมูล การตรวจสอบหลักฐาน ฯลฯ การตรวจสอบหรือการประเมินคุณภาพ กลายมาเป็น “คำหลัก” (keyword) ที่ผ่องถ่ายความหมายดั้งเดิมมาสู่สังคมใหม่และบริบทใหม่ ในมหาวิทยาลัย ระบบประเมินคุณภาพหรือการตรวจสอบ มาพร้อมกับความหมายแฝงเกี่ยวกับการเปิดเผยผลงานต่อสาธารณะ ความโปร่งใส และการพิจารณาผลงาน เป็นต้น
การยักย้ายถ่ายโอนเอาคำว่า “ระบบตรวจสอบ” (ในภาษาของการประเมินคุณภาพ) จากโลกของการเงินการบัญชีการธนาคาร มาสู่โลกของความรู้และมหาวิทยาลัย ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการนิยามความหมายของ “มหาวิทยาลัย” ใหม่ในฐานะเป็นองค์กรการเงิน หรือองค์กรที่งกเงินเท่านั้น หากแต่ระบบตรวจสอบ ยังมีนัยของวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับการบริหารจัดการภายในมหาวิทยาลัยอีกด้วย
การยักย้ายถ่ายโอนความหมายดังกล่าว ยังเป็นการนิยามความหมายใหม่ให้กับบุคลากรของมหาวิทยาลัย ในฐานะเป็นฐานทรัพยากรที่จำต้องได้รับการประเมินผลิตภาพและประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ระบบการประเมินคุณภาพหรือการตรวจสอบจึงกลายมาเป็นพาหะของการเปลี่ยนวิธีคิดที่บุคลากรหรืออาจารย์ในมหาวิทยาลัยสัมพันธ์กับสถานที่ ประชาชน นักศึกษา เพื่อนร่วมงานและผู้บริหาร เป็นที่น่าสังเกตว่าการนำเอาระบบการประเมินคุณภาพมาใช้ในมหาวิทยาลัยและระบบราชการโดยทั่วไปนั้น มักจะเน้นในเรื่องของ ความเป็นอิสระในการประเมินตนเองขององค์กรและผู้ปฏิบัติงาน แบบประเมินผลงานของอาจารย์ใช้คำว่า “แบบข้อตกลงร่วมก่อนการปฏิบัติงาน” ซึ่งดูแล้วคล้ายกับว่าผู้ปฏิบัติงานเองสามารถกำหนดขอบเขตและเนื้อหาของ “งาน” ที่ตนทำได้อย่างอิสระ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานแต่ละคนสามารถทำงานที่ตนถนัดได้อย่างเต็มที่ และได้รับการประเมินบนพื้นฐานของข้อตกลงที่ตนเองได้ทำไว้ก่อนหน้านั้น ในแง่นี้ ดูเหมือนว่าระบบการประเมินคุณภาพนั้นเปิดกว้าง สร้างการมีส่วนร่วมและไม่น่าจะมีใครโต้แย้งหรือปฏิเสธได้ ทั้งๆที่โดยเนื้อแท้ความจริงแล้ว คำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบ ประเมิน ประสิทธิภาพ คุณภาพ คุ้มค่า ล้วนแล้วแต่ปิดบังซ่อนเร้นความสัมพันธ์เชิงอำนาจและนัยแห่งการลงโทษเอาไว้ภายใต้ภาษาใหม่ของการบริหารจัดการ
อำนาจที่ซ่อนเร้น ย่อมเป็นอำนาจที่มีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อใดที่ผู้คนที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจ ไม่สำนึกรู้สึกตัวว่าตนเองกำลังถูกกระทำ เทคนิควิทยาแห่งอำนาจนั้นย่อมได้ผล การดึงเอาความสัมพันธ์เชิงอำนาจ มาพูดใหม่ด้วยภาษาของการเงินและการบริหารจัดการ จึงทำให้ดูเหมือนว่าการประเมินคุณภาพนั้นเป็นกลาง เปิดกว้างและเป็นไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพอย่างแท้จริง
การขุดหลุมฝังตนเองในสุสานทางปัญญา
ระบบประกันคุณภาพภายใต้แนวคิดของลัทธิเสรีนิยมใหม่ กำลังปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นโรงเรียนฝึกอาชีพ ประสิทธิภาพในการทำงานถูกชี้วัดเชิงปริมาณอย่างมักง่าย และตายตัวเหมือนกันไปหมดในทุกสาขาวิชาซึ่งขัดกับความเป็นจริง ในขณะเดียวกัน ระบบตรวจสอบและประเมินคุณภาพได้ทำลายวัฒนธรรมแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ และสร้างวัฒนธรรมของการยืนกุมเป้าน้อมรับคำสั่งจากเบื้องบนอย่างเชื่องเชื่อง ในขณะที่บรรยากาศแห่งการทำงานเต็มไปด้วยความหวาดผวาและการจับผิด ระบบตรวจสอบการทำงานเน้นรูปแบบ ตามแบบฟอร์มที่กำหนดอย่างตายตัวมากว่าจะเน้นที่เนื้อหา และ “ศักยภาพ” ในการผลิตความรู้เพื่อตอบสนองต่อสังคมโดยรวม ผู้ที่ไม่ผ่านการประเมินตามระบบตรวจสอบ หรือท้าทายต่อผู้บังคับบัญชาจะถูกเพ่งเล็ง จ้องจับผิด และคาดโทษ Association of University Teachers (AUT) หรือสมาคมอาจารย์มหาวิทยาลัยในอังกฤษถึงกับทำจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลโดยกล่าวว่า “ระบบการตรวจสอบคุณภาพที่ถูกสร้างขึ้นนั้น เป็นการเพียงการเชื้อเชิญ (แกมบังคับ) ให้อาจารย์มหาวิทยาลัยน้อมรับคำสั่งของผู้บริหาร” แต่กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปเสียแล้ว ช่วงเวลากว่าสิบปีนับจากทศวรรษที่ 1980 อาจารย์มหาวิทยาลัยในอังกฤษเริ่มพบว่าตนเองกำลังเผชิญหน้าอยู่กับ “สำนึกของการปกครอง” (governmentality) แบบใหม่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐ ในการจัดระเบียบและสร้างมาตรฐานในการควบคุมเชิงศีลธรรมอย่างเข้มงวดตายตัวเพียงชุดเดียว ท่ามกลางความหลากหลายของแนวคิด วัฒนธรรม สาขาวิชา และกลุ่มชนต่างๆที่ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัย สำนึกของความเป็นครูและพันธะทางสังคมกำลังแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ยิ่งไปกว่านั้น ท่ามกลางบรรยากาศของการแข่งขันกันแย่งชิงลูกค้ากับสถาบันการศึกษาอื่นๆ มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งถูกกดดันให้เร่งขยายหลักสูตร เพิ่มจำนวนนักศึกษาที่รับเข้า ขยายขนาดของห้องเรียน เพิ่มภาระการสอนของอาจารย์และเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันให้สูงขึ้น ในขณะเดียวกัน การวิพากษ์วิจารณ์ผู้บริหารมหาวิทยาลัยกลายเป็นการกระทำของ “ขาประจำ” ที่มิอาจยอมรับได้ ศาสตราจารย์ทางการแพทย์ท่านหนึ่ง ตีพิมพ์บทความเรื่อง “การเรืองอำนาจขึ้นของลัทธิสตาลินในระบบสาธารณสุขแห่งชาติ” ในวารสาร British Medical Journal โดยเสนอว่าระบบสาธารณสุขแห่งชาติ ได้กลายมาเป็นองค์กรเผด็จการที่ทำให้คนทำงานในระบบต่างหวาดผวาไม่กล้าพูดความจริง” และในขณะเดียวกัน บทความเดียวกันนั้น ก็วิพากษ์วิจารณ์ระบบการเรียนการสอนของคณะแพทย์ศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของตนว่ามีความเข้มข้นของหลักสูตรลดน้อยลงไป ผลปรากฎว่าอาจารย์ท่านนั้น ถูกผู้บริหารมหาวิทยาลัยยื่นจดหมายคาดโทษในฐานะที่ทำให้ “สถาบัน” เสื่อมเสียชื่อเสียง กฎข้อแรกของระบบตรวจสอบคุณภาพมีอยู่ว่า ห้ามมิให้บุคลากรคนใดบังอาจก้าวล่วงไปกล่าวว่า มาตรฐานของการทำงานหรือการเรียนการสอนในสถาบันของตนกำลังตกต่ำลง เพราะการกล่าวเช่นนั้นย่อมหมายถึงการยอมรับความล้มเหลว และในระบบของการแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งงบประมาณที่มีอยู่จำกัด ความล้มเหลวย่อมต้องถูกลงโทษด้วยการตัดงบประมาณในขณะที่ความสำเร็จได้รับรางวัลโดยการเพิ่มงบประมาณ
ระบบประกันคุณภาพ ยังทำให้มหาวิทยาลัยเริ่มแยกส่วนการทำงานออกจากกันมากยิ่งขึ้น งานสอน งานวิจัยและการบริหารจัดการ กลายเป็นงานคนละประเภทและถูกประเมินด้วยเกณฑ์ที่แตกต่างกัน อาจารย์มหาวิทยาลัยเริ่มตกอยู่ภายใต้แนวคิดที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับวิชาชีพของตนเอง ระหว่างการเป็น “นักวิชาการ” ที่มีเสรีภาพในการทำงาน กับตัวแบบใหม่ของการเป็น “พนักงาน” มหาวิทยาลัยที่เน้นการแข่งขันและการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงปริมาณ AUT ทำการสำรวจภาระงานของอาจารย์มหาวิทยาลัยในอังกฤษทั้งสิ้น 2,670 คนในปี 1994 และพบว่า ชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ของอาจารย์โดยเฉลี่ยคิดเป็น 53.5 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยทำงานมากกว่ากรรมกรซึ่งทำงานเฉลี่ยสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมงเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เวลาทำงานส่วนใหญ่ของอาจารย์กลับใช้ไปในการบริหารจัดการ การกรอกแบบฟอร์มและการประชุม ซึ่งคิดเป็นเวลาทั้งสิ้นสัปดาห์ละ 18 ชั่วโมง ในขณะที่เวลาของการทำวิจัยลดลงเหลือสัปดาห์ละ 7 ชั่วโมง การสำรวจของ AUT ยังพบว่า อาจารย์กว่าสองในสาม เริ่มมีความเครียดกับงานเพิ่มมากขึ้น ความพึงพอใจกับชีวิตการทำงาน ความสนุกกับการสอนหนังสือ การเขียนหนังสือและการทำวิจัย ลดลงอย่างน่าตกใจ
การแทรกตัวเข้ามาอย่างรวดเร็วของลัทธิเสรีนิยมใหม่ในสังคมไทย ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนในความพยายามที่จะแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งหมดเข้าสู่ตลาดหุ้นและภาคธุรกิจเอกชน การถีบมหาวิทยาลัยและหน่วยงานอีกหลายประเภทออกนอกระบบ เพื่อให้เกิดการแข่งขัน การบ้าเห่อระบบ ISO รวมทั้งการสร้างระบบประกันคุณภาพเพื่อเพิ่มความโปร่งใส ประสิทธิภาพในการทำงานและการแข่งขันให้สูงขึ้น ทั้งหมดเหล่านี้กำลังจะปรับเปลี่ยนให้มหาวิทยาลัยไทย ซึ่งมีความอ่อนแอในทำงานเพื่อรับใช้สังคมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เปลี่ยนทิศทางไปสู่การเป็นโรงฝึกอาชีพ แหล่งรวมของหลักสูตรฟอกคน การแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงลูกค้า มากยิ่งขึ้น โดยอ้างหลักการของความคุ้มค่าในการบริหารจัดการงบประมาณและพันธะทางสังคมต่อผู้เสียภาษีเป็นสำคัญ
คงไม่มีครูบาอาจารย์ท่านใดปฏิเสธพันธะทางสังคม หากแต่การนำเอา “เงิน” หรือ งบประมาณมาเป็นหัวใจของการตรวจสอบและประเมินคุณภาพ เป็นเทคนิควิทยาแห่งอำนาจที่มุ่งกดบังคับ “นักวิชาการ” ให้คล้อยตาม และกลายเป็นพนักงานที่เชื่องเชื่อ และเป็นแนวคิดที่มาจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วในการแปรสภาพมหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษ ให้กลายมาเป็นสถาบันสอนภาษาตามซอกมุมต่างๆของโลก ภาษาของการตรวจสอบบัญชี การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ประสิทธิภาพและคุณภาพ เป็นเพียงตัวเบิกนำเพื่อยึดครอง ครอบงำ บงการ กำหนดขอบเขตหน้าที่และพันธะทางสังคมของมหาวิทยาลัยด้วยมาตรฐานเดี่ยวอย่างตายตัว ในขณะ เดียวกัน อิสรภาพทางวิชาการ วัฒนธรรมแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ หน้าที่ในการเป็นสำนึกให้กับสังคม การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล การรักษาผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม และการเป็นกระบอกเสียงให้กับคนชายขอบที่ไร้เสียง ไร้สิทธิ กำลังถดถอยลงไปทุกวัน การทำงานวิจัยเริ่มมีความหมายที่แคบลงกลายเป็นเพียงการทำงานเพื่อให้ภาคธุรกิจเอกชนนำไปใช้ประโยชน์ หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มที่สามารถวัดได้ด้วยเงิน ความรู้กำลังถูกลดค่าลงเป็นเพียงปริญญาบัตรสำหรับให้คนมีเงินมาซื้อไปเป็นใบเบิกทางในสงครามแย่งชิงการงานและการเลื่อนตำแหน่ง การแสวงหาความรู้เกี่ยวกับความจริง ความดี ความงาม ความเป็นมนุษย์ การตั้งคำถามกับความเป็นไปของสังคม การแสวงหาทางเลือกใหม่ๆให้กับสังคม กำลังเสื่อมสลายลงไปอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยกำลังจะแปรสภาพมาเป็นสุสานแห่งปัญญา ที่ซึ่งพนักงานมหาวิทยาลัยทำงานตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายไปวันๆอย่างเชื่องเชื่อ กรอบของการทำงาน ภาระงานและประสิทธิภาพในการทำงานถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน ทุกคนทำงานหนักขึ้นเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนสูงขึ้นและได้งบประมาณมากขึ้น ไม่มีเวลาหยุดคิด วิพากษ์ตนเอง และสำรวจตรวจสอบเรื่องไร้สาระอย่างเช่นพันธะรับผิดชอบที่มหาวิทยาลัยเคยมีต่อสังคม
PS
DESO ครั้งที่ 8 semester 1/ 2552
ตุลาคม 28, 2009
วันที่เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของทุกๆ เปิดเทอมคือกิจกรรม “All-School-Meeting”หรือการประชุมใหญ่ที่สุดของคณะ ที่ชาวสถาปัตย์ มช. จะได้ร่วมแบ่งปันกิจกรรมหรือสิ่งที่เราทำกันในรอบภาคการศึกษา ซึ่งกิจกรรมอันนี้ก็จะผนวกงานประกาศผลรางวัล DESO หรือ DEsign OScar Awards ที่จะให้รางวัลแก่นักศึกษาที่มีผลงานการออกแบบในวิชา Studio ที่โดดเด่นที่สุดในแต่ละเทอม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่(คาดว่า)จะให้กำลังใจแก่นักศึกษาที่ทำงานดีและสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาคนอื่นๆ รวมถึงรุ่นพี่รุ่นน้องในคณะด้วยค่ะ(ถือเป็นกิจกรรมพิเศษนะเนี่ย คาดว่าในประเทศไทย คณะเราคงเป็นคณะเดียวที่มีกิจกรรมอันนี้)
DESO ครั้งนี้จัดมาเป็นครั้งที่ 8 แล้ว(ว้าว!)
บัตรเชิญหน้าตาแบบนี้ บรรทัดสุดท้ายดูขู่เข็ญคุกคามไปหน่อยนะ

คัทเอาท์โชว์รูปร่างสวยๆ หล่อๆ ของผู้เข้าชิง

มีการจัดนิทรรศการผลงานของผู้เข้าชิงทุกชั้นปีที่โถงหน้าคณะด้วย
ปี 1

ปี2

ปี3

(เห็นโมเดลปี 3 แล้วก็ขอชื่นชมค่ะ โดยเฉพาะของหลุยส์ที่ได้ Deso ไป ขยันตัดโมเดลจริงๆ )

ปี 4

ส่วนบรรยากาศในห้องประชุม เริ่มจาก อ.เอกชัย คณบดีมาชวนคุย เน้นเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นในคณะฯเมื่อเทอมที่ผ่านมา ว่าอะไรที่มันไม่ควรเกิดขึ้นในคณะฯ (แต่ก็เกิดไปแล้ว)
แล้วต่อด้วย อ.มิว ชวน พี่ไผ่ ชั่งน้ำหนักให้ฟังถึงข้อดีและข้อเสียของการทำงานเป็นนายกสโมฯ เมือเทอมที่ผ่านมา สรุปว่าการทำกิจกรรม ยังไงก็คุ้มสำหรับการชีวิตนักศึกษา(เดี๋ยวสิ้นเทอมนี้อาจจะเปลี่ยนไจ 55)
เปิดตัวผู้สมัครนายกสโมฯ สำหรับปีการศึกษาหน้า ดูมาดแต่ละคนแล้วก็เลือกไม่ถูกเลย ยังไงรักผมก็เลือกเพื่อนผมด้วยนะคร้าบ…ฮ่า


หลังจากนั้นแต่ละชั้นปีก็ได้สรุปกิจกรรมที่ทำในเทอมที่ผ่านมา
ปี 1 ก็เน้นไปที่การระบายความอัดอั้นตันใจจากการรับน้องในเทอมที่ผ่านมาผ่านบทเพลง(ที่เกือบจะฟังดูดีนะ เสียดายตอนจบ)
ปี 2 ก็เอาขบวนแห่โคมที่กำลังจะแห่แล้ววันอาทิตย์นี้มา present ให้ดู พร้อมขอกำลังใจ กำลังแรงและทุนทรัพย์ไปพร้อมๆกัน (พี่ๆ หรืออาจารย์ท่านใด อ่าน blog แล้วแวะเวียนไปให้กำลังใจน้องๆ ปี 2 หน่อยนะคะ)
ปี 3 ก็เอาภาพกิจกรรมรับน้องมาฉายให้ดูกันในมุมมองของพี่ๆ บ้าง
ชาวสโมฯ ปี 4 ก็ส่งพี่สตีฟกับพี่คลิกมาโปรโมทวารสาร เชิญชวนให้ส่งคอลัมน์กัน 3 ฉบับรวด(เอาใจช่วยให้มีคนส่งต้นฉบับให้ครบพอที่จะปิดเล่มได้นะ)

แล้วก็มีบันทึกจากมอนตานาของพี่ยิ่ว เป็นประสบการณ์ที่ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนทุนฟูลไบร์ทมาเมื่อปีที่แล้ว พร้อมชักชวนน้องๆ ให้เตรียมตัวสมัครทุนนี้ ใครที่ได้ฟังคงเห็นพ้องกันว่ามุมมองของพี่ยิ่วน่าสนใจมากค่ะ

ส่วนกิจกรรมพระเอกของงานหรือ Deso ก็เห็นได้ว่าปีนี้พยายามจัดให้มีสาระเป็นพิเศษ(ใช่มั้ย)
มีการสัมภาษณ์อาจารย์แต่ละ Studio ด้วย
ขอปิดท้ายด้วยแสงน้อยๆ ที่(ใครไม่รู้ เดาว่าเป็น Smo จุดไว้ ถ้าไม่ใช่มาแก้ข่าวด้วยนะ)
เพื่อเตรียมพื้นที่ลานตะกร้อไว้ปล่อยโคมกัน น่ารักมากค่ะ


ก็ถือว่าเป็นกิจกรรม Kick-off ที่ดี เปิดเทอมแล้ว เริ่มต้นเรียนจริงจังซะทีนะคะ
brickbrick
เปลี่ยนโหมด เปลี่ยนสตู แต่ยัง Spatial Generators เจ้าเดิมครับ
ตุลาคม 27, 2009
ตอนนี้เปลี่ยนโหมดมาอยู่สตู 3 เหมือนต้องตั้งหลักกันนิดหนึ่ง เิริ่มกันใหม่เลย T_T เริ่มพูดกับนักศึกษากลุ่มใหม่ยังไม่ค่อยเข้าทีดี พูดไปแล้วเค้านั่งกันตาแป๊ว เหมือนว่าเราพูดอะไรอยู่หว่า (เศร้า) อย่างไรก็ตาม คงต้องเพาะบ่มกันต่อไป
ในครานี้ก็เลยได้ฤกษ์ส่งโจทย์ของงาน SKD01 เข้าไปให้ปวดหัวเล่นๆ ชื่อว่า “สานกับเมือง” … เขียนอธิบายเอาไว้ดังนี้….. หลายต่อหลายคนเคยมองสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองว่าเป็นเสมือนการเกิดขึ้นของเส้นใยความสัมพันธ์ที่เกาะเกี่ยวกัน ตัดกัน สานกัน ให้นักศึกษาคิด วิเคราะห์ ตีความ แทนค่าความหมาย ภายใต้โจทย์ของคำว่า “สานและเมือง” ว่าพบเจอภายใต้โจทย์ดังกล่าวทำให้เราสามารถมองเห็นอะไรบ้าง เช่น ปรากฏการณ์ พื้นที่ สถาปัตยกรรม หรือ ภาพปรากฏ กิจกรรม ปัญหา กฎ ข้อแม้ ฯลฯ หรือทำให้เราคิดถึงแนวทางในการออกแบบอย่างไรบ้าง อะไรคือป้จจัยของความสัมพันธ์ภายใต้แนวคิดเรื่อง “สานและเมือง” ที่ก่อให้เกิดสิ่งดังกล่าวขึ้น หรือเอื้อให้เราคิดถึงสิ่งดังกล่าว อธิบายพร้อมยกตัวอย่าง สามารถนำเสนอได้มากกว่า 1 สิ่งที่ค้นพบ…. นักศึกษาในกลุ่มอ่านเสร็จแล้วอึ้ง มองหน้ากันถามว่าอาจารย์ให้ทำอะไรงิ

สานกับเมือง
แต่พอได้ัรับงานที่ส่งมาก็พอจะใจชื้นอยู่บ้าง พอจะมีคนรู้เรื่อง (หรือว่าเดาใจถูกว่าอยากจะให้ทำอะไร) แต่ก็เอาใจช่วยว่าอยากจะเอาให้แนวคิดเหล่านี้นำไปใช้ต่อในงานออกแบบโปรเจคต่อไปได้
เตรียม lecture สำหรับ 513 วันพฤหัสนี้อยู่ครับ ทบทวนทั้งหมดทั้งปวงที่เรียนมาว่าได้เรียนได้รู้อะไรไปบ้าง ฮึม เกือบเสร็จแ้ล้วครับ ใครสนใจเชิญนะครับ วันพฤหัสนี้ 0900-1200, lecture5 และจะมีการโต้วาทีของนักศึกษาในหัวข้อเด็ดๆ ตามมา เช่น “เชื่อว่าการออกแบบต้องมีทฤษฏี โต้กับ ไม่เชื่อว่าต้องมีทฤษฏี” และ “เชื่อว่าการออกแบบสถาปัตยกรรมล้านนาต้องเป็นสายแข็ง กับเชื่อว่าต้องเป็นการประยุกต์เท่านั้นถึงจะไปรอด” และครั้งสุดท้าย “อยู่ทำงานต่อในสายสถาปัตยกรรม กับเปลี่ยนสายไปเลยดีกว่า” สนใจมารับฟังคำโต้วาทีคมๆ ได้นะครับ กลุ่มนักศึกษาทีสีสท่านๆ เองคร๊าบ
ปล. เคยมีความรู้สึกว่าเรา ฝีมือการออกแบบเราเริ่ม ถดถอยและล้าหลังบ้างไหมครับ กำลังเป็นครับ จิตตกเล็กน้อย แงแง
สตูสองของเรา…ก็มา
ตุลาคม 22, 2009
และแล้ว…ก็มาแจมกันกับ สตูสอง
……เปิดเทอมกับความกรี๊ดและเฮอาของเหล่า เด็กๆปีสอง แต่ละคน หน้าสดใสกว่าอาจารย์จริงๆ…:-)
เทอมนี้…..ปีสองเราเห็นกันว่า อยากจับประเด็น HOT ของความคิดในเรื่องการ “ทำซ้ำ” และ การ “นำมาใช้” ให้กระจ่าง หรือเป็นตัวอย่าง …. (ว่าจริงๆแล้ว การเรียนรู้ มิใช่ มาจบที่การ “ทำเหมือน” หรือ “ทำสำเนา” ของมัน แต่เป็นการพัฒนาให้เกิดการต่อยอดทางความคิด ที่ลุ่มลึกขึ้น)
ฉะนั้นในเทอมนี้ ปีสองจึงเล่นกับ Theme : “Copy&Paste” หรือเรียกตามปุ่ม คีย์คอมพิวเตอร์ กันสนุกๆว่า …. Ctrl + C และ Ctrl + V !!!!!!!!!!

สตูแบ่งเป็น สาม เฟส ด้วยกันคือ
— Phase แรก
จะเป็นการศึกษา Studying The Masters: An Approach to Architecture เรียกได้ว่าเป็น การมองจากความคิดที่บรรดาสถาปนิกชั้นยอดของโลก ว่าเขาสร้างกระบวนการคิดและมีแนวทางไปสู่สถาปัตยกรรมนั้นๆอย่างไร เอากันแบบว่า….มาศึกษา “ชำแหละ” (Disect/Destructing) กันให้ถึงแก่นของจริงเลยว่า เขาคิดไง จะได้ไม่หลงมาลอกอีก (หรือทำแบบผิดๆ)
ในเฟสนี้ แบ่งออกเป็น 8 กลุ่ม Appraoaches ให้เลือกได้แก่
- From Fine Arts to Arch
- From Anti-Object to Arch
- From Abject of Geometry to Arch
- From (Con)Structivism to Arch
- From Technology&Futurism to Arch
- From Organic Pattern to Arch
- From Ecological issues to Arch
- From Urban Context to Arch
— ใน Phase สอง จะเป็นการพัฒนาที่ศึกษามาให้เกิด กรอบของความคิดและโปรแกรม สู่ Ideas of Space and Design of Architecture อันนี้จะเป็นขั้นสำคัญในเทอมทีเดียว… ในการสร้างกรอบและใช้Toolทางความคิดจากการศึกษาที่จะต่อยอดไปสู่…เฟสสาม
— Phase สามนี้ นศ. จะเลือกเอาแต่กระพี้ของแนวทางมาสร้างสถาปัตยกรรม (มิใช่เอาแต่เปลือกทรงของอาคารมา “ทำซ้ำ” ที่เราไม่อยากให้เกิดเลยจากที่เห็นในหลายๆโปรเจคที่ผ่านมา) เราเรียกเฟสนี้เป็น “1 plus 6″ …. คือ “1 Approach and 6 Characters of Architecture” เป็นการเลือกเอาแก่นของแนวทางใดแนวทางหนึ่ง จาก 8 ในเฟสแรกและสอง มาสร้างเป็นโปรแกรมและสถาปัตยกรรมบนเงื่อนไขของ 6 ลักษณะ ได้แก่ Living Space/Culture/Commercial/Recreation/Residential/Service … ด้วยสัดส่วนที่ผสมผสานกันตามเหมาะสม ตามแต่โปรแกรมที่สร้างขึ้นจากเงื่อนไข จิตนาการ approach ที่เลือก และ 6 subjects เหล่านี้ … ท่านอาจารย์ประจำกลุ่มเอง ก็จะลุยทำงานไปพร้อมๆกับนศ.ด้วยในการสร้างแนวคิดจากapproach ที่ศึกษาและเลือกมาแล้ว ไปสู่โปรแกรมทางสถาปัตยกรรม ในเนื้อที่ไม่เกิน 2,000 ตรม…. มันส์์ไหมล่ะ
หวังว่า คงได้เห็นอะไรเยี่ยมๆกันจากสตูสองในขั้นสุดท้าย ปลายเทอม…จ้าาาาา….
ปล.
-สรุปทริปปีสองไปช่วง มกราคมกันน่ะ ไปช่วงนี้แหละ..หนาวๆดีหลวงพระบางกับมาเก๊ามาเการัก….
-ไว้รอดู งาน SKD 01ปีสอง : “2 จุดกับ 1 เส้น” ชิ้นแรกล่าสุดกันว่าจะเป็นไงบ้างในblogหน้า จะเลือกเอาที่น่าสนใจมาให้ยลกันคับ
K’.

Final Presentation ห้องกระจก เทอมที่แล้ว



